ด้วยความเป็นกลางในฐานะนักข่าวคนหนึ่ง - โดยไม่ต้องสนใจเรื่องสโมสรในดวงใจที่ไม่ได้ปิดบังและค่อนข้างเปิดเผย - ผมไม่เห็นด้วยกับการตัดสินลงโทษ หลุยส์ ซัวเรซ ด้วยมาตรการรุนแรงเพียงนั้น
ลำพังการสั่งปรับเงิน 40,000 ปอนด์อาจไม่เท่าไหร่ แต่การลงโทษแบน 8 นัด หรือตีความง่ายๆคือห้ามการลงสนามเป็นเวลากว่า 2 เดือนด้วยกัน มันออกจะเกินไปหรือเปล่า?
จับกระแสสื่อในเมืองผู้ดีเอง ดูเหมือนจะยืนตรงข้ามกับความคิดเห็นส่วนตัวของผม
แทบทุกสำนักแสดงความชื่นชมยินดีปรีดาโสมนัสกับการตัดสินที่เด็ดขาดของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ โดยเชื่อว่าสิ่งที่ “เอฟเอ”ทำนั้น เป็นการแสดง “จุดยืน”ที่เข้มแข็งของวงการฟุตบอลอังกฤษ ต่อเรื่องการเหยียดสีผิว
ดังสโลแกนที่ว่าไว้ “Kick off Racism”
จะไม่มีที่ยืนสำหรับการเหยียดสีผิวในวงการฟุตบอลอีกต่อไป
นักเขียนดังหลายคนกล่าวโจมตีสโมสรลิเวอร์พูล แม้จะด้วยสุ้มเสียงที่ปราณีปราศัยต่ออดีตมหาอำนาจซึ่งเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ที่สุดสโมสรหนึ่ง แต่ก็ชัดเจนว่าจุดยืนของสื่อในอังกฤษต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร
พูดให้ชัดๆคือเขาไม่อยากให้ “หงส์แดง”ต้องมา “เปลืองตัว” เพื่อปกป้องนักเตะแค่เพียงคนเดียว
ก็เหมือนดังคำเขาว่า นักฟุตบอลนั้นเข้ามาและจากไปแต่สโมสรยังคงต้องอยู่
กระทั่งตำนานแอนฟิลด์ในยุคเรืองรองอย่าง จอห์น อัลดริดจ์ ยังแนะนำต่อ ซัวเรซ เป็นการส่วนตัวว่าควรจะเก็บข้าวของและเดินจากไปเพียงลำพังเสีย
เพราะ ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ หลายคนเชื่อว่าในผืนดินแผ่นหญ้าและท้องฟ้าแห่งราชอาณาจักรนี้ ไม่มีที่สำหรับนักเตะพเนจรจากละตินอเมริกาให้ยืนอีกแล้ว
ด้วยความเคารพต่อซัวเรซ - ผมเองก็เกรงว่าบทสรุปของเรื่องนี้ก็อาจจะกลายเป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าจริงหรือเท็จ ภาพของ ซัวเรซ ในสายตาของแฟนบอลอังกฤษในยามนี้ตกต่ำดำดิ่งชนิดผิดจากภาพเมื่อช่วงแรกที่ย้ายมาในฐานะ “Rising Star” ของพรีเมียร์ลีกอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีใครตื่นตาตื่นใจกับการเล่นที่พร้อมพลิกแพลงเหนือความคาดหมายตลอดทุกวินาทีของกองหน้าที่ว่ากันว่ายามนี้เก่งติดระดับท็อป 10 ของโลกอีกแล้ว
สิ่งที่ ซัวเรซ ได้รับจากแฟนบอลฝ่ายตรงข้ามคือการ “ประณาม” ทั้งเรื่องของการเหยียดสีผิว และเรื่องของของเป็นนักเตะ “จอมตุกติก”
ไม่ว่าชอบหรือไม่ - เรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อหัวจิตหัวใจของหมายเลข 7 แห่งแอนฟิลด์ไม่น้อย
สำหรับจุดยืนของผม อย่างที่บอกครับว่าไม่เห็นด้วยกับการลงโทษของเอฟเอ ที่ดูจะรุนแรงเกินเหตุไปสักนิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องที่ไม่มีหลักฐานและพยานที่ชัดเจน
สิ่งที่ถูกเปิดเผยมีเพียงคำบอกเล่าของฝ่ายที่ถูกกระทำอย่าง ปาทริซ เอวร่า กับคำกล่าวหา ซัวเรซ ผ่านทางการสัมภาษณ์ต่อสื่อในบ้านเกิดว่าถูกคู่แข่งตรงข้ามเรียกด้วยถ้อยคำบาดใจ “Negro” หรือ “นิโกร” มากกว่า 10 ครั้งจนเก็บอาการเกือบไม่ไหว
ที่ไม่ยืนยันคือการยอมรับของ ซัวเรซ ต่อคณะกรรมการพิจารณาความประพฤติว่าได้พูดกับ เอวร่า ว่า “นิโกร”
เท่าที่รู้ เรื่องนี้ก็มีหลักฐานและพยานอยู่เพียงเท่านี้แค่นั้น
ดังนั้น ผมย่อมเข้าใจในจุดยืนของฝ่ายซัวเรซและลิเวอร์พูล ที่ย่อมอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาต้องตกเป็นฝ่าย “ถูกกระทำ” มากกว่าที่จะเป็นฝ่าย “กระทำ” เสียเอง
ประหนึ่งว่า ฤา โลกใบนี้ขอเพียงฝ่าย “ผิวสี”แหกปากโวยวายอะไรขึ้นมา อีกฝ่ายก็จะถูกตัดสินว่าทำความผิดโดยสำเร็จ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจหลักฐาน พยาน หรือกระบวนการยุติธรรมใดๆ
อีกทั้งบทลงโทษที่ออกมาก็รุนแรงเกินที่จะยอมรับไหว ทั้งที่เรื่องนี้ไม่ได้มีหลักฐานหรือพยานแวดล้อมใดๆที่พอจะ “มัดตัว”คนผิดให้ศิโรราบต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไปไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
ต่อเรื่องนี้ ว่ากันว่าเป็นความตั้งใจของ เอฟเอ ที่จะ “เล่น” ซัวเรซ ให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความแค้นส่วนตัวหรือไร
แต่เป็นเรื่องของ “โอกาส” ที่จะแสดงจุดยืนต่อเรื่องของการต่อต้านการเหยียดสีผิวได้อย่างดี กอบกู้เรื่องภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีของวงการฟุตบอลอังกฤษในระยะหลัง รวมถึงกอบกู้ชื่อเสียงของเอฟเอ ที่หลายปีมานี้ “เสื่อม” ลงไปอย่างมาก
และเป็นดังคาดครับ - เมื่อคำตัดสินออกมา “ซาดิสต์”สะใจอังกฤษมุงที่ยืนลุ้นอยู่ เสียงปรบมือก็กึกก้องทันที เพราะเรื่องนี้คนผิดนั้นไม่ใช่คนอังกฤษ แต่เป็นนักเตะต่างชาติที่มาหากินอยู่บนแผ่นดินของพวกเขา
ในขณะที่เรื่องเดียวกันนี้แต่เป็นกรณีของ จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมชาติอังกฤษนั้นทิศทางของข่าวแตกต่างออกไปทันที
พาดหัวข่าวล่าสุดที่ผมเห็น กลับเป็นความกังวลของสื่อว่า “ทีมชาติอังกฤษอาจมีปัญหาเพราะเทอร์รี่ เหยียดผิว” ซึ่งเป็นโทนเสียงของความเป็นห่วงเป็นใย ไม่ได้ซ้ำเติมให้จมธรณีเหมือนกรณีของ ซัวเรซ
ไม่แปลกครับที่ฝ่ายดาวยิงฟันจอมสีสันจะน้อยเนื้อต่ำใจ ขณะที่ฝ่ายลิเวอร์พูล เองก็คิดว่าเอฟเอ ตัดสินเรื่องนี้อย่างไม่ยุติธรรม และได้กำหนด “บรรทัดฐาน”ของการตัดสินเรื่องการเหยียดสีผิวที่ไม่เที่ยงตรง
เราทราบกันว่า ซัวเรซ ไม่ยอมแพ้ในเรื่องนี้ และมีการตั้งทนายเพื่อต่อสู้คดีอย่างจริงจัง เพียงแต่ตามแง่มุมของกฏหมาย ช่องทางที่จะสู้คดีก็มีน้อยเหลือเกิน โดยทางออกมีให้ 2 ทางคือ 1.การร้องเรียนต่ออนุญาโตตุลาการกีฬา 2. การร้องต่อศาลสูง
แต่ผู้เชี่ยวชาญทางกฏหมายเชื่อว่าช่องทางที่ 2 นั้นแทบเป็นไปไม่ได้เพราะศาลจะไม่รับพิจารณาคำร้องเรียนต่อคำตัดสินขององค์กรเอกชนอย่าง เอฟเอ ทำให้เหลือช่องทางเดียวคือการร้องต่ออนุญาโตตุลาการกีฬาเท่านั้น
จริงๆก็คงมีการอุทธรณ์ต่อ เอฟเอ เองด้วยโดยอาจจะมีการหาหลักฐานหรือพยานเพิ่มเติมเพื่อสู้คดีภายใน 14 วันหลังคำตัดสิน แต่กับคำตัดสินที่ปรากฏ ความเป็นไปได้ที่คดีจะพลิกผันนั้นมีน้อยเหลือเกิน
หลายคนมองว่า ซัวเรซ ควรจะยอมรับและทำใจรับคำตัดสินดังกล่าวแต่โดยดี และให้ดีก็ยอมรับผิด กล่าวคำขอโทษ เพื่อจะได้มี “ที่เล็กๆ” ให้ยืนในวงการนี้อีกครั้ง
เพราะหากดันทุรังต่อไปก็มีแต่จะเจ็บตัวและเจ็บใจเพิ่มเปล่าๆ
สิ่งที่น่ากลัวคือมันอาจย้อนรอยความรู้สึกเดิมๆอีกครั้ง เพราะหลายคนอาจไม่ทราบว่า ซัวเรซ เองก็เคยเป็น “แกะดำ” ในวงการฟุตบอลฮอลแลนด์ มาก่อนที่จะย้ายมาอังกฤษ โดยก่อนหน้าจะย้ายมาลิเวอร์พูล เขาเคยโดนตัดสินแบนยาว 7 นัดจากความผิดฐานไป “กัด” คู่แข่งเข้าอย่างจัง (ขออภัยนะครับ ผมจำชื่อคู่กรณีไม่ได้)
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้แฟนบอลคู่แข่งของไอแอ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทุกทีมกล่าวโจมตีซูเปอร์สตาร์ประจำลีกอย่างรุนแรงจนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เลือกย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ได้อย่างไม่ยากเย็น
สำหรับครั้งนี้ - มันก็อาจเป็นไปในทิศทางดังกล่าวได้เช่นกันเหมือนที่ จอห์น อัลดริดจ์ แนะไว้ว่าอยากให้ย้ายทีมออกไปก่อนที่เรื่องมันจะลุกลามใหญ่โต
อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่า ซัวเรซ และลิเวอร์พูล จะต่อสู้อย่างถึงที่สุดเพื่อ “ศักดิ์ศรี” ของเขาที่ถูก “ย่ำยี” เช่นกัน
สิ่งที่ต้องจับตาคือ เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่และสร้างความไม่พอใจให้กับชาวอุรุกวัยอย่างยิ่ง โดยอิงกระแสของสื่อในกรุงมอนเตวิเดโอ ที่พาดหัวข่าวสวนทางกับสื่อในอังกฤษ อย่างสิ้นเชิง
บางสำนักถึงกับพาดหัวโจมตีอังกฤษว่าเป็นชาติที่อยุติธรรมอย่างรุนแรงเลยทีเดียว
และหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า เรื่องนี้ทางสถานทูตอุรุกวัยในอังกฤษ เองก็เคยแสดงจุดยืนพร้อมให้ความช่วยเหลือกับซัวเรซอย่างเต็มที่ เพราะถือเป็นประเด็นใหญ่ที่เข้าข่ายเรื่อง “การเมือง”อยู่เหมือนกัน
ที่คนอุรุกวัย เป็นเดือดเป็นร้อนขาดนี้ ใช่เพราะจะปกป้องคนของตัวเองอย่างไม่มีเหตุผลครับ
หากแต่เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าคนของเขา - ซูเปอร์สตาร์ที่เป็นความภูมิใจของชาติ - ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมโดยชนชาติที่คิดว่าตัวเอง “ศิวิลัย”เสียเต็มประดา
จากข้อมูลของ Tim Vickery นักเขียนฟุตบอลผู้เชี่ยวชาญฟุตบอลละติน ระบุว่าคำเรียกว่า “นิโกร” ในความหมายของคนอุรุกวัย นั้นมันไม่เหมือนกับคำเรียกของคนชาติอื่น
ไม่ใช่การเหยียดสีผิว แต่เป็นการเรียกตามลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคน เหมือน อ้วน เตี้ย ดำ ขาว เหยิน อะไรทำนองนั้น
อุรุกวัย เองยังเคยมีตำนานนักเตะอย่าง อบดูลิโอ บาเรล่า ผู้นำทีม “จอมโหด” ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1950 ซึ่งถูกขนานนามว่า “El Negro Jefe” (นายใหญ่คนดำ)
หรือมักซี่ เปเรร่า ตัวริมเส้นจอมบุกของทีมชาติอุรุกวัย ชุดปัจจุบันเองก็มีสมญาว่า “El Mono” (ไอ้ลิง) ซึ่งไม่ได้มีความหมายในเชิงดูหมิ่นหรือเหยียดหยามเชื้อชาติแต่อย่างใด
เรื่องนี้ ผมได้ทราบแต่ไม่กล้ายืนยันว่า ซัวเรซ เองได้ยอมรับต่อคณะกรรมการพิจารณาความประพฤติว่าได้พูดกับ เอวร่า ว่า “นิโกร” จริงแต่ไม่ได้ตั้งใจจะสื่อในเชิงเหยียดสีผิว พร้อมกับการอธิบายถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมภาษาระหว่างคนละตินกับคนยุโรป ซึ่งก็เป็นประเด็นแรกๆที่สื่อพยายามจับความในช่วงต้นของการพิจารณาคดีที่กินเวลายาวเหยียดร่วม 2 เดือน
หากเป็นดังที่ Vickery ว่าเอาไว้ ก็ยิ่งน่าเห็นใจสำหรับ ซัวเรซ หากคำชี้แจงของเขา “ฟังไม่ขึ้น”ในความเห็นของคณะกรรมการ
เพียงแต่หากมองในมุมตรงข้าม สำหรับ ปาทริซเอวร่า คำคำเดียวกันนี้มันให้ความหมายในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เห็นใจและเข้าใจได้เช่นกัน
บทสรุปของเรื่องนี้ ผมมองแล้วมีคำตอบในใจว่า เป็นแค่ “เกมการเมือง”ของเอฟเอ ที่ตั้งใจจะกอบกู้ภาพลักษณ์ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งโดน โจเซฟ เอส. แบลตเตอร์ ประธานฟีฟ่า ตำหนิออกอากาศเรื่องการเหยียดสีผิวเท่านั้น
โดยมีเหยื่อผู้โชคร้ายที่ชื่อ หลุยส์ซัวเรซ โผล่มาได้จังหวะพอดี...ก็เท่านั้น
|