สวัสดีปีใหม่ครับสำหรับชาว Sportinter.com ทุกท่าน!
ไม่ทราบว่าได้ไปพักผ่อนนอนตีพุงที่ไหนกันบ้าง แต่เชื่อว่าไม่มากก็น้อยคงได้เติมพลังสำหรับการสู้ศึกหนักในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่จะถูกมองตามความเชื่อว่าเป็นปี “โลกแตก”แต่ยังถูกมองว่าน่าจะเป็นปีที่คนทำมาหากินอย่างเราๆ “อ่วม” ไปตามๆกันในเรื่องของปากท้องค่าครองชีพ
ถ้าใครไม่พอยาไส้ จะหารายได้พิเศษก็ลองจิ้มถาม *4966 หรือใช้บริการเหล่ากูรูของ Sportinter ดูนะครับ เผื่อจะช่วยประทังกันได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ก็เพลาๆมือกันบ้างเผื่อเป็นปีชงของใคร มือเติบจัดชุดใหญ่เจ๊งขึ้นมาจะยุ่งเอา!
หรือจะเลือกใช้วิธีอื่น เช่น ซื้อกองทุน ประหยัดเงินในส่วนที่เก็บได้ ฯลฯ เพื่ออยู่รอดก็ลองดู สู้ตายทุกคนนะครับ : )
ในส่วนของฟุตบอล ตลอดช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมาต้องบอกว่่าเป็นช่วงที่โปรแกรม “พลิก”เยอะมากที่สุดในรอบหลายปี
ขี้หมูขี้หมา ผมก็ไม่เคยเห็น “ผีแดง”แพ้ในช่วงนี้ต่อเนื่อง 2 นัดแบบนี้มาก่อนครับ (โดยพยายามลืมที่หงส์แดงก็แพ้เละเหมือนกันไปก่อน)
ความปราชัยอย่างหมดรูปต่อ นิวคาสเซิล ของเกล็น โรเดอร์ ที่พลิกฟอร์มได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายนัดหลังเริ่มสะดุดต่อเนื่องนับตั้งแต่โดนแมนเชสเตอร์ซิตี้ ถล่มจนแพ้เป็นเกมแรกของฤดูกาล เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา
แชมป์เก่ามีปัญหา และปัญหานั้นเริ่มเด่นชัดด้วย
จุดที่หลายคนกำลังกังวลใจแทนเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่ใช่แนวรับที่ขาด เนมันย่า วิดิช แต่เป็นแดนกลางที่อ่อนแอจนเกินกว่าจะประคับประคองทีมได้ในยามคับขัน
ว่ากันว่าโดยปกติแล้ว เซอร์อเล็กซ์ นิยมในการจัดมิดฟิลด์คู่กลางในสไตล์ที่แตกต่างกัน
1 ตัวผ่านบอล และอีก 1 ตัวไล่บอล
ในฤดูกาลที่แล้ว แมนฯยูไนเต็ด คว้าแชมป์ได้ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างกองกลาง 2 สไตล์ดังกล่าว โดยเซอร์อเล็กซ์ จะเลือกระหว่างตัวผ่านบอลอย่าง พอล สโคลส์ และ ไมเคิล คาร์ริค กับคู่ตัวไล่บอลอย่าง ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์และอันแดร์สัน ซึ่งได้ผลดีเป็นอย่างมาก เป็นส่วนผสมที่ลงตัวพอดีอย่างที่เข้าใจได้ไม่ยาก
เพราะหากเป็นตัวผ่านบอล 2 คน ทีมก็จะขาดพลังขับเคลื่อน แต่ถ้าเป็นตัวไล่บอล 2 ตัว ทีมก็จะขาดจินตนาการสร้างสรรค์
แต่สำหรับฤดูกาลนี้ แมนฯยูไนเต็ด โชคร้ายตั้งแต่ต้นเมื่อไม่ได้นักเตะฝีเท้าดีมาทดแทนการขาดหายของ พอล สโคลส์ โดยที่ ทอม เคลเวอร์ลีย์ กองกลางดาวรุ่งที่ทำผลงานได้โดดเด่นช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล ก็ไปไม่รอดเจอปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าจนลงสนามไม่ได้มานานแล้ว
โดยช่วงที่ “เคลฟ”จับคู่กับอันแดร์สัน เป็นช่วงที่ผีแดง “พีค”อย่างมาก โดยยิงไปกว่า 18 ประตู เสียไปแค่ 3 ประตูเท่านั้น
ขณะที่ตัวผ่านบอลอีกคนอย่าง คาร์ริค แม้จะไม่ได้ออกสตาร์ทใน 11 เกมแรก แต่ว่าหลังจากเกมกับสวอนซี เมื่อ 19 พ.ย. คาร์ริค ก็ได้ลงสนามตลอดทุกนาที
เมื่อคิดถึงจุดนี้ บางทีการหาตัวทดแทนสโคลส์ ก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องที่สุด เพียงแต่มันเป็นการง่ายที่สุดที่จะพูดถึงเท่านั้น
ปัญหาที่แท้จริงน่าจะอยู่ในเรื่องของตัวไล่บอล ที่นอกจากจะขาด เฟล็ตเชอร์ ที่มีปัญหาเรื่องของระบบทางเดินอาหารไปเกือบทั้งฤดูกาล (ซึ่งน่าเห็นใจอย่างมาก) แต่ อันแดร์สัน เองมีปัญหาบาดเจ็บและยังเรียกความฟิตกลับมาเต็มที่ไม่ได้
ไรอัน กิ๊กส์, ปาร์ค จี-ซอง หรือแม้กระทั่ง ฟิล โจนส์ เองไม่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทน ณ จุดนี้ได้
ตรงนี้เองครับที่ทำให้ทีมของเซอร์อเล็กซ์ ขาด “พลัง”ที่จะไปบู๊กับทีมอื่นๆได้ และเมื่อมาโดนบี้หนักๆเข้าก็มีอาการยวบทั้งในเกมที่แพ้แบล็คเบิร์น คาโอลด์ แทรฟฟอร์ด และมาโดน นิวคาสเซิล ถล่มไม่ไว้หน้าอีกที่เซนต์ เจมส์ ปาร์ค
การเข้าคู่ระหว่าง คาร์ริค กับกิ๊กส์ เป็นเหมือน “หายนะ”เมื่อต้องเจอกลางที่ฟิตและดุ (ชิบ) อย่าง ชี ติโอเต้ และโยฮัน คาบาย และเป็นจุดชี้ขาดของเกมเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ
ตรงนี้ต้องดูว่า เฟอร์กี้ จะยอมตัดใจแก้ปัญหาด้วยการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทัพหรือไม่ ซึ่งถ้ามองตาม “สไตล์”แล้ว เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ ก็อาจไม่เหมาะเพราะเจ้าตัวชอบจะเล่นเป็นกองกลางตัวรุกมากกว่าจะยืนเป็น “โมเดิร์น ลิเบโร่” ที่จะยืนคุมจังหวะเกมจากหน้าแผงหลัง (เหมือนชาบี้ อลอนโซ่, อันเดรีย ปีร์โล่)
ก่อนหน้านี้แนวโน้มก็ชัดเจนครับว่ากุนซือชาวสกอตช์ไม่เอาด้วยแน่กับตลาดฤดูหนาวที่มีความเสี่ยงจะล้มเหลวสูง แต่จากการแพ้ 2 นัดติด ผมเขื่อว่าคนที่เห็นปัญหาชัดที่สุดคือเฟอร์กี้อยู่แล้ว
ก็ต้องจับตาดูครับว่าบรมกุนซือที่ฉลอง 70 ปีอย่างเศร้าที่สุด จะเลือกเดิมพันกับลูกทีมที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บอย่าง เคลเวอร์ลี่ย์, อันแดร์สัน หรือคาร์ริค เข้ามาทดแทน หรือจะหาคนอื่นเข้ามาช่วยแก้ปัญหาจุดอ่อนนี้ไปก่อน
ปัญหาคือตัวเลือกดีๆในตลาดเวลานี้ ผมยังมองไม่เห็นเท่าไหร่ หรือจะไปฉกเอา ติโอเต้ มาจากนิวคาสเซิล เสียเลยก็อาจจะดีก็ได้นะครับ?
|