ความจริง อาร์เซนอล และเธียร์รี่ อองรี ไม่เคยห่างไกลกันเลย
ถ้าจำไม่ผิด น่าจะมากกว่า 2 ครั้งด้วยซ้ำไปที่ “ติตี้”ได้กลับมาเยือน “บ้าน” อีกครั้ง แม้จะมาแบบชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม โดยมี 2 ครั้งที่เป็นการเดินทางกลับมาร่วมเก็บตัวฝึกซ้อมเพื่อเรียกสภาพความฟิต
และอีกหนึ่งครั้งที่มาเปิดอนุเสาวรีย์ “เธียร์รี่ อองรี” เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกที่มีการพูดถึงกันมาก เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีการสร้างอนุเสาวรีย์ให้แก่นักฟุตบอลที่ยังมีลมหายใจ
อนุเสาวรีย์ดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงรูปปั้นเพื่อเชิดชูเกียรติของตำนานกองหน้าชาวฝรั่งเศส ผู้ที่เคยพาทีมยิ่งใหญ่เกรียงไกรคับเกาะอังกฤษ และคับฟ้ายุโรป
แต่ยังเป็น “อนุสรณ์” ของความรักที่ทั้งสโมสรมีต่อตำนานมีลมหายใจคนนี้ด้วยเช่นกัน
“ตอนที่ผมต้องไปจากที่นี่ ผมร้องไห้”อองรี เล่าให้ฟัง “ตอนที่มาเปิดอนุเสาวรีย์เมื่อเดือนที่แล้วผมก็ร้องไห้อีกเหมือนกัน ผมไม่ใช่คนเจ้าน้ำตาที่จะร้องไห้บ่อยๆแต่เมื่อผมร้องไห้นั่นย่อมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอาร์เซนอลเท่านั้น ผมอาจจะเจ็บปวดมาหลายครั้งแต่ก็ยังรักสโมสรแห่งนี้ไม่เสื่อมคลาย เหมือนที่คนพูดกันว่าความรักทำให้คนตาบอด แต่สำหรับผมการปฏิเสธอาร์เซนอล เป็นเรื่องที่ทำใจแทบไม่ได้”
ใช่แล้วครับ - ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ “ติตี้”ของแฟนๆกันเนอร์สได้กลับมาอีกครั้งแล้ว ในสัญญายืมตัวจากต้นสังกัดนิวยอร์ค เรดบูลส์ สโมสรรองแชมป์เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และพร้อมที่จะลงสนามในเกมเอฟเอ คัพ กับลีดส์ ยูไนเต็ด ในวันจันทร์ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ด้วย ซึ่งเชื่อกันว่า อาร์แซน เวนเกอร์ พร้อมที่จะส่งลงสนามแน่นอน
มันเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เพียงเฉพาะกันเนอร์สเท่านั้นที่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
กระทั่งอองรี ก็ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน
กองหน้าวัย 34 ปี มีสัญญาอยู่กับอาร์เซนอล จนถึงวันที่ 16 ก.พ. โดยมีออพชั่นให้สามารถอยู่ต่อได้อีก 10 วัน ซึ่งเป็นเรื่องตลกร้ายเพราะในวันที่ 26 ก.พ. อาร์เซนอล ต้องพบกับคู่อาฆาต “ไก่เดือยทอง”ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่เวลานี้ต้องยอมรับว่ากลายเป็นทีมที่แกร่งเหลือเชื่อในระดับใกล้เคียงกับแมนฯ ยูไนเต็ดไปแล้ว
อองรี อาจจะมีโอกาสได่้ลงสนามนัดนี้เป็นเกมสั่งลาหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้
แต่ที่แน่ๆ มีคำยืนยันจาก อาร์แซน เวนเกอร์ แล้วว่าจะให้ อองรี มีชื่อในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดที่ต้องพบกับ เอซี มิลาน ในเกมที่ซาน ซิโร่ วันที่ 15 ก.พ. ด้วยแน่นอน เพียงแต่ในเกมนัดที่จะกลับมาเล่นในเอมิเรตส์ ในวันที่ 6 มี.ค. คงจะหมดสิทธิ์
อ้อ! ยังมีเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 22 ม.ค. ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วย
อย่างไรก็ดี อองรี ไม่ได้สนใจใยดีในความสำคัญของโปรแกรมเหล่านี้มากนัก
เพราะเพียงแค่ได้กลับมา ณ ที่ตรงนี้ก็ดีเพียงพอแล้ว
“เรื่องราวระหว่างอาร์เซนอล และผมคือความรักนิรันดร์ แต่อาจจะมีวันที่เลวร้ายอยู่บ้าง”อองรี เล่าต่อ “แต่ก็คงมีคนเห็นด้วยกับผมว่ามันมีวันดีๆมากกว่าวันร้ายๆอยู่เยอะ และผมก็รักอาร์เซนอล ซึ่งเมื่อสโมสรที่เรารักขอร้องให้เรากลับมาช่วยเป็นกำลังหนุน ผมก็ตอบตกลงทันทีก็เท่านั้น เพราะผมรักสโมสรแห่งนี้มากเหลือเกิน”
“อาร์เซนอล เป็นสโมสรแห่งเดียวที่ผมจะยอมกลับมาลงเล่นให้ และผมก็ได้กลับมาแล้วจริงๆ ผมอยากจะส่งข้อความถึงชาวเรดบูลส์ ซึ่งรวมทั้งแฟนๆและเพื่อนร่วมทีมของผมว่า - ผมเคยบอกว่าผมจะไม่กลับมาเล่นในยุโรปอีก แต่มันยากเหลือเกินที่จะปฏิเสธอาร์เซนอล เพราะมันเป็นเสียงเรียกร้องจากใจของผมเองที่พร้อมจะเปิดประตูให้พวกเขาเสมอ”
สำหรับแฟนกันเนอร์ส สิ่งที่พวกเขาต้องเข้าใจคือ อองรี ในเวลานี้ไม่เหมือน อองรี ในวันที่จากไปบาร์เซโลน่า ในปี 2007 แล้ว
ด้วยวัย 34 ปี เราไม่อาจคาดหวังการลากเลื้อยด้วยความเร็วสูงที่พร้อมฉีกแผงกองหลังขาดออกเป็นริ้วๆก่อนเข้าไปยิงประตูง่ายๆเหมือนที่แนวรับ ลิเวอร์พูล เคยเจอ หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นคือขอให้เก็บ อองรี คนเก่าที่เคยอยู่กับสโมสรมา 8 ปี ลงสนาม 370 นัดและยิงไป 226 ประตูนั้นเป็น “ความทรงจำที่แสนดี”
อองรี วันนี้อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนเจียมตัวถึงขั้นบอกชัดๆว่าต่อให้ไม่ได้ลงสนามเลยก็ไม่เป็นไร และเขาก็ไม่ได้ใส่เสื้อหมายเลข 14 ตัวเก่งอีกต่อไป แต่เป็นเสื้อหมายเลข 12 ที่เคยใส่ในทีมชาติฝรั่งเศส
“เขาก็ไม่ต่างอะไรจากคนอื่นที่เติบโตขึ้น เขาเปิดกว้างขึ้นสำหรับทุกคน” เวนเกอร์กล่าว “เมื่อตอนยังเป็นกองหน้าดาวรุ่งไม่ว่าใครก็จะสนใจแต่ตัวเองเป็นหลัก แต่ในวันนี้สิ่งที่ อองรี จะทำได้คือการเล่นฟุตบอลในระดับที่สูงกว่าที่เขาเคยทำได้เมื่อ 5-6 ปีก่อน”
สิ่งที่ เวนเกอร์ หมายถึงคือการครองบอลด้วยชั้นเชิงสูงยังคงอยู่ไม่หายไปไหน แต่สิ่งที่ทดแทนความเร็วและการลากเลื้อยคือการผ่านบอลและความสามารถในการอ่านเกม
“ผมไม่ได้อายุ 25 อีกแล้ว” อองรี กล่าว “ผมจำเดนนิส เบิร์กแคมป์ได้ ... เขาเล่นกองหน้าตัวต่ำ และบางทีเราอาจจะอ่านเกมได้ก่อนโดยที่ไม่จำเป็นต้องออกแรงเองด้วยซ้ำ”
“ไรอัน กิ๊กส์ ในวันนี้ไม่เหมือนกับไรอัน กิ๊กส์ ในวันก่อน แต่เขายังอ่านเกมได้อยู่ เขาจะอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะเล่นอยู่เสมอ เขาจะอยู่ในตำแหน่งที่เขาจะสามารถรับบอลได้คนเดียวซึ่งจะทำให้เขายังรักษาบอลไว้กับตัวได้อยู่ นั่นคือสิ่งที่ผมจะนำมาสู่ทีมถ้าผมได้ลงสนาม”
อย่างไรก็ดี อองรี ได้ย้ำอีกครั้งในการกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อกลับมาพาทีมยิ่งใหญ่อีกครั้งหลังจากที่ทีมตกต่ำลงต่อเนื่องตลอดนับตั้งแต่เขาตัดสินใจทิ้งทีมไปด้วยความเจ็บปวดเพราะทนกับการแล้งไร้ความสำเร็จในระดับสูงสุดอันมีผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนนโยบายของเวนเกอร์มาเน้นการพัฒนาดาวรุ่งไม่ไหว
“ผมไม่ได้กลับมาเพื่อเป็นฮีโร่ หรือเพื่อพิสูจน์อะไร” อองรี กล่าวชัด
“ผมหวังว่าทุกคนคงจะไม่เปรียบเทียบผมในวันนี้กับสิ่งที่ผมเคยทำได้มาก่อน ผมคงจะใช้เวลาเกือบทั้งหมดบนม้านั่งสำรอง และนั่นเป็นเพราะผมกลับมาเพียงเพื่ออยากจะช่วยเหลือสโมสรเล็กๆน้อยๆบ้างเท่านั้น”
|