เรื่องเล่าจาก “วงใน” หลังจบเกมที่ ซานติอาโก เบอร์นาบิว เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (ใกล้รุ่งสางในบ้านเรา) ... ว่ากันว่า โจเซ่ มูรินโญ่ ได้พูดคำทิ้งท้ายให้กับผู้สื่อข่าวที่อยู่ระหว่างการเลือกประเด็นสำหรับการเขียนข่าวหลังเกม
“ชัยชนะ” มูรินโญ่ พูดซ้ำเป็นครั้งที่ 3 “มีพ่อหลายคน หนึ่งในนั้นคือความพ่ายแพ้ และนั่นก็คือตัวผม นี่คือวิถีแห่งฟุตบอลและผมก็คุ้นเคยกับมันดี”
จากนั้นจอมอหังการชาวโปรตุเกส พูดต่อ “อยากเล่นก็มาเล่นผม อย่าไปลงที่เด็กๆของผมปล่อยพวกเขาไป”
ว่ากันว่า ... ในหัวของผู้สื่อข่าวคิดอยู่ 2 อย่างเมื่อได้ฟังคำร้องขอทิ้งท้ายจากมูรินโญ่
หนึ่ง - โอเค จัดให้นะมู
และอีกหนึ่ง - ขอจัดให้เด็กๆของคุณหน่อยเถอะ มันน่านัก!
ผมเชืื่อว่าหลายท่านคงทราบครับว่าคนที่โดน “เล่น” มากที่สุดในเวลานี้คือ เปเป้ กองหลังแข้งโหดคนบ้านเดียวกับมูรินโญ่ ที่ออกอาการ “อันธพาลลูกหนัง”ไปย่ำใส่ ลิโอเนล เมสซี่ อย่างน่าเกลียด แต่ไม่รู้ทำบุญมาด้วยอะไรถึงได้รอดตัวไม่โดนไล่ออก
อย่างไรก็ดี ฟ้าย่อมมีตาเช่นกันกับคนทั้งโลกที่มีตา ล่าสุดทางด้านสหพันธ์ฟุตบอลสเปนเองก็เตรียมเล่นงานย้อนหลังให้สาสมกับเรื่อง “งามหน้า” ที่ได้ทำ
ไม่มีอะไรต้องแก้ตัวครับสำหรับเปเป้ คำเดียวที่เขาพูดได้เวลานี้คือ “ขอโทษ” และหากเป็นไปได้ก็ควรจะให้คำมั่นว่าจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีก เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับทุกคน ไม่จำเป็นต้องเฉพาะเยาวชนเท่านั้น
การกระทำของ เปเป้ ไม่เพียงทำให้ เรอัล มาดริด แพ้เกมในสนามเท่านั้น
แต่เกมนอกสนามพวกเขาก็ปราชัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
เรอัล มาดริด คือผู้แพ้ และเป็นผู้แพ้ที่เลวด้วย
บอกตรงๆก็น่าเสียดายครับที่เรอัล มาดริด ต้องกลับมาอยู่ในสภาพนี้อีกครั้ง กับการต้องตกเป็น “ลูกไล่” ของบาร์เซโลน่า เหมือนเดิม
ในความไม่ชอบใจต่อพฤติกรรมอันธพาลลูกหนังหลายเกมหลังของลูกทีมมูรินโญ่ ผมเองก็เข้าใจในความอัดอั้นตันใจกับสถานภาพของการต้องตกเป็นผู้แพ้ตลอดกาลอีกครั้ง
นับตั้งแต่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุมทีม บาร์ซ่า ชนะ 5 จาก 7 นัดที่มาเยือน “เบอร์นาบิว”
ขณะที่ มูรินโญ่ นับตั้งแต่เข้ามาเป็นนายใหญ่ “ลอส บลังโกส”ก็ไม่เคยเอาชนะบาร์ซ่า ได้ใน 90 นาทีเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ตามบันทึกนั้นเรอัล มาดริด ในยุคของ มูรินโญ่ เอาชนะบาร์ซ่า ได้เพียงครั้งเดียวคือเกมโคปา เดล เรย์ นัดชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นการเอาชนะได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นอกนั้นไม่ว่าจะเป็น ลา ลีกา, ซูเปอร์โคปา หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เทพธิดาแห่งชัยชนะหันหน้าไปยิ้มให้ฝั่งอาซูลกราน่าเสียหมด
ความจริงหลังจากที่ล้ม บาร์ซ่า ได้ในนัดชิงโคปา เดล เรย์ เมื่อปีกลาย ผมเองก็แอบหวังครับว่าระยะห่างระหว่างสองทีมนี้จะถูกลดทอนลงจนอยู่ในระดับเดียวกัน
แหม! ในความรู้สึกของแฟนบอลคนหนึ่ง ผมเองก็อยากเห็นการเผชิญหน้ากันของสองทีมระดับสุดยอดของโลกที่สูสีสุดประมาณ และมีโอกาสจะได้เห็นเกมคลาสสิคที่ควรบันทึกในความทรงจำอีกยาวนาน
แต่ดูเหมือนระยะห่างระหว่างสองทีมนี้มันไม่ได้ขยับร่นลงมาอย่างที่คาดหวัง
มันอาจจะไม่ได้ห่างเหมือนในวันที่มูรินโญ่ แพ้ใน “กลาสิโก้”นัดแรกคาเบอร์นาบิว ถึง 5-1 แต่มันก็ไม่ได้ให้ความหวังอะไรกับชาวมาดริดิสต้าอะไรเลยว่าพวกเขาจะล้มทีมคู่ปรับลงได้เสียที
จุดเปลี่ยนส่วนหนึ่งมันเกิดขึ้นในเกม “กลาสิโก้” เมื่อเดือนที่แล้วครับ
โดยหลังจากที่พบว่า มาดริด เองยังสู้บาร์ซ่า ไม่ได้เมื่อพ่ายแพ้ในเกมซูเปอร์โคปา สุดมันที่จบลงด้วยสกอร์ 5-4 มูรินโญ่ ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญว่าทางเดียวที่น่าจะทำให้พวกเขาเป็นผู้ชนะเสียที น่าจะเป็นแนวทางการเล่นที่เขาเคยใช้เมื่อครั้งคุมอินเตอร์ มิลาน และสามารถสยบบาร์ซ่าลงได้
นั่นทำให้ มาดริด ปรับสไตล์จากที่เริ่มกล้าจะเปิดเกมแลก กลับมาแพ็กเกมแน่นโดยเฉพาะแดนกลาง ซึ่งมันได้กลายเป็นการทำลายสมดุลของทีมไปอย่างน่าเสียดาย
ชาบี้ อลอนโซ่ มิดฟิลด์เชิงสูงเพียงคนเดียวในทีมที่น่าจะต่อกรกับ “สมองกลลูกหนัง” อย่างชาบี้, อิเนียสต้า และเมสซี่ ได้ ถูกถ่างออกไปทางขวาเพื่อเปิดทางให้กับ เปเป้ กองหลังที่ถูกดันมาเป็น Anchor man หรือมิดฟิลด์ลูกหาบที่มีหน้าที่เดียวเท่านั้นในการลงสนาม
“หยุดเมสซี่ให้ได้” คือหน้าที่ดังกล่าวครับ
แน่นอนว่ามันไม่ประสบความสำเร็จนัก และบาร์ซ่า ก็เอาชนะได้อีกครั้ง
เช่นกันกับครั้งนี้ที่มันก็ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเคย
สื่อสเปน ผิดหวังกับมูรินโญ่และเรอัล มาดริด ของเขามากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่ง “มาร์ก้า” สื่อหลักของประเทศที่ยามปกติมีมักจะเกื้อกูลกันเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะเล่นงานกุนซือชาวโปรตุกีส
“นิทานที่ไม่มีวันจบ มู ยังคงไม่พบกุญแจที่จะไขบานประตูและไม่มีคำแก้ตัวใดจะปกป้องเขาได้”
ขณะที่ “อาส” พาดหัวได้เจ็บแสบยิ่งกว่า “มาดริด เสนอความสกปรก ขณะที่บาร์เซโลน่า เสนอฟุตบอลที่สวยงาม”
กระทั่งแฟนมาดริดบางส่วนเองยัง “ยกธงขาว”เป็นการแสดงสัญลักษณ์แทนความรู้สึกของพวกเขาระหว่างเกม
โดยที่เราก็ไม่ทราบครับว่าหัวใจของพวกเขาจะรู้สึกเช่นไร ทั้งทีมที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และยังอับอายจากพฤติกรรมของ เปเป้ อีก
จากเรื่องนี้เราสรุปได้อย่างสั้นๆและเรียบง่ายครับ โจเซ่ มูรินโญ่ ตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์ที่ละทิ้งศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจ ประวัติศาสตร์ และเกียรติยศของสโมสรไว้ข้างทาง
แน่นอนครับว่า “สาร”และ “ความรู้สึก” ของมูรินโญ่ ที่ส่งต่อถึงลูกทีมก็ย่อมผิดด้วยเช่นกัน
ส่วนเปเป้ ผิดจริงกับสิ่งที่กระทำ แต่ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะความอัดอั้นตันใจที่เกิดจากความรู้สึกของคนที่ไม่อยากแพ้
แนวทางแก้ไขนั้น บอกตรงๆว่าผมก็ไม่ทราบครับ เพราะดูเหมือน ณ เข็มนาฬิกาเดินไป จะไม่มีใครรู้วิธีที่สามารถจะสยบบาร์ซ่าลงได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากจะเป็นวันที่ทีมทีมนั้นเล่นได้อย่างดีที่สุดในชีวิต และบาร์ซ่า อาจจะไม่เต็มสูบ หรือเล่นอย่างประมาทกันเอง
มันเป็นคำถามที่มูรินโญ่ คงต้องหาคำตอบกันต่อไปครับ
แต่คำตอบที่ถูกต้องไม่มีวันใช่สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่แน่นอน
|