ระหว่างที่เริ่มต้นเขียนงานชิ้นนี้ ผมนั่งชมเกมฟุตบอลคาร์ลิ่ง ลีก คัพ รอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 ที่สนามแอนฟิลด์ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับแมนเชสเตอร์ซิตี้ ไปด้วยครับ ซึ่งถือว่าเกมดุเดือดเร้าใจเลยทีเดียว
มองอย่างเป็นกลางก็ต้องบอกว่า “หงส์แดง” เล่นได้ยอดเยี่ยมลบภาพที่เล่นได้อย่างย่ำแย่ในเกมที่แพ้โบลตันหมดสภาพได้อย่างหมดจดครับ
มันก็เป็นคำถามอยู่เหมือนกันว่าเหตุใด เคนนี่ ดัลกลิช จึงทำให้ลูกทีมเล่นดีในระดับนี้อย่างสม่ำเสมอไม่ได้? ทำไมถึงเล่นได้ดีเฉพาะกับทีมใหญ่เท่านั้น? หรือจำเป็นต้อง “ขู่” หนักๆถึงขั้นจะตัดหางปล่อยวัดก่อนถึงจะเล่นออก?
ที่อาจพูดแก้ต่างได้น่าจะเป็นเรื่องของ “แรงจูงใจ” ของลิเวอร์พูลที่อยากจะ “โชว์” ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็นรองทีมในระดับท็อป 6 แม้แต่ทีมเดียว ซึ่งดัลกลิช เองก็เคยออกปากครับว่านอกเหนือจากเกมแพ้ สเปอร์ส หมดรูปเมื่อต้นซีซั่นพวกเขาสมควรชนะทีมใหญ่ทุกทีม
แต่เมื่อเจอทีมเล็กแล้วเล่นไม่ออก โดยเฉพาะการเสมออย่าง “มหาศาล” ในแอนฟิลด์ ทำให้อันดับของพวกเขาไม่สามารถก้าวพ้นหมายเลข 5-7 กลับไปเป็นทีมท็อปโฟร์ได้เสียที
ผลงานดังกล่าวทำให้แรงกดดันสำหรับ “คิงเคนนี่”เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆครับ จนน่าจะพูดได้ว่าช่วงเวลา “น้ำผึ้งพระจันทร์” ของกุนซือระดับ “ราชา”คนนี้ได้หมดลงแล้วหลังกลับมาทำงานได้ครบ 1 ปีนิดๆ เพราะแม้แต่เดอะ ค็อป เองก็ยังเริ่มวิพากษ์กุนซือขวัญใจตัวเองอย่างเผ็ดร้อนจนทำให้กัปตันทีมอย่างสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ไม่พอใจ
เรื่อง “ความรู้สึก” มันก็พูดกันยากครับ แต่ถ้าว่ากันตามผลงาน ผมก็คิดว่า “คิงเคนนี่”เองก็สมควรโดนวิพากษ์เหมือนกัน เหมือนที่เขาบอกกับลูกทีมว่าหากทำดีก็ต้องชม ทำไม่ดีก็ต้องติ
นอกเหนือจากเกมกับแมนฯซิตี้ ที่ยังดำเนินอยู่กับโอกาสที่จะได้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศคาร์ลิ่ง คัพ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004-05 (แพ้เชลซี) ลิเวอร์พูล ของดัลกลิช ยังต้องพบศึกหนักที่มาเหนือความคาดหมายอีกนัดในสุดสัปดาห์นี้
ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านน่าจะทราบอยู่แล้วครับว่าเราจะได้ดู “เร้ดวอร์”นัดพิเศษในศึกเอฟเอ คัพ รอบที่ 4 กันในวันเสาร์นี้ ซึ่งเป็นเกมที่มี “ประเด็น”ที่น่าสนใจอยู่มากมายเหมือนเดิม
แน่นอนครับว่าใน “คุณค่า”ของเกมสงครามสีแดงนั้นถือเป็น“ที่สุด” ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ไม่ว่าจะเจอกันในรายการไหน รอบไหน เจอกันเมื่อไหร่ก็เป็นที่สนใจทั้งนั้น และไม่จำกัดวงเฉพาะแฟนของ 2 ทีมด้วย เพราะแฟนทีมอื่นๆหรือคอกีฬาทั่วไปเองก็พร้อมจะติดตามเช่นกัน
มันเป็นผลจากเรื่องราวในอดีตที่กลายเป็นคุณค่าในปัจจุบันที่ยากจะประเมินหาค่าที่แท้จริงได้
แต่สำหรับการพบกันในเกมเอฟเอ คัพ ครั้งนี้ “ประเด็น” ที่คงเป็นที่พูดถึงกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของปมขัดแย้งเรื่องของการเหยียดสีผิวระหว่าง หลุยส์ ซัวเรซ กับ ปาทริซ เอวร่า ซึ่งต้องยอมรับว่าได้กลายเป็น “ชนวน” ความขัดแย้งใหม่ระหว่างแฟนบอลทั้งสองทีม หลังจากที่ไม่ค่อยมีเรื่องมีราวขัดแย้งอะไรกันมานาน
3 เดือนหลังจากเกมที่แอนฟิลด์ นี่เป็นครั้งแรกครับที่สองทีมจะได้เจอกันอีกครั้ง
จับกระแสแล้ว เรืื่องนี้ “ไฟ” มันอาจจะมอดไปแล้วหลังมีคำตัดสินและ ซัวเรซ กับลิเวอร์พูล ตัดสินใจที่จะไม่สวนกระแสกับการต่อสู้คดีเหยียดสีผิวที่ทำให้โดนประณามจากทุกฝ่าย แต่ “ควัน” ของมันยังอยู่ครับ
แน่นอนครับว่าคนที่โดนจับตามองที่สุดในเกมที่แอนฟิลด์วันเสาร์นี้ (หากได้ลงสนาม) ย่อมหนีไม่พ้น เอวร่า ซึ่งมีรายงานว่าเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พร้อมจะใช้งานโดยไม่หวั่นเรื่องกระแสความขัดแย้งรุนแรงที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง
แต่ในเวลาเดียวกันเฟอร์กี้ กลับเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงแฟนๆที่จะเข้ามาชมเกมที่แอนฟิลด์ว่าขอให้ประพฤติตัวดีเป็นพิเศษ ทั้งนี้ก็เพื่อลดรอยร้าวระหว่างสองทีมลงไปบ้าง
อย่างไรก็ตามเกมวันเสาร์นี้ยังไงก็คงองศาเดือดไม่น้อยไปกว่าเกมที่ลิเวอร์พูล พบแมนฯ ซิตี้อยู่แล้วครับ โดยนักเตะหงส์แดง อย่างที่เรียนข้างต้นครับว่าแข้งหงส์เล่นได้อย่างน่าประทับใจมาก ซึ่งหากรักษาฟอร์มนี้ได้ก็น่าจะสู้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เริ่มจะเรียก “โมเมนตัม” ของทีมระดับลุ้นแชมป์กลับมาได้
ทั้งนี้แม้จะมีปัญหาเรื่องตัวผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย โดยนอกเหนือจากตัวเจ็บยาวอย่าง ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์, เนมันย่า วิดิช ยังมีทอม เคลเวอร์ลีย์, แอชลี่ย์ ยัง และไมเคิล โอเว่น ก็ยังมีตัวเจ็บเพิ่มอย่างนานี่ และริโอ เฟอร์ดินานด์ และฟิล โจนส์ ที่ข่าวว่าอาการดีขึ้นแต่ยังต้องเช็คก่อนเกมอีคกรั้ง แต่ฝ่ายผีแดง โดย เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังมั่นใจว่าพวกเขากำลังกลับมาสู่เส้นทางของตัวเองอีกครั้ง และใกล้จะถึงจุดพีคของทีมในเร็วๆนี้
ตรงนี้คือความน่ากลัวเฉพาะตัวของแมนฯ ยูไนเต็ดครับ กับการเป็นทีมที่พร้อมจะท็อปฟอร์มเมื่อถึงเวลาจำเป็นจริงๆ โดยที่บางครั้งแม้จะสะดุดแต่ก็จะไม่มากจนหาทางกลับสู่เส้นทางตัวเองไม่เจอ
เรื่องแบบนี้ลิเวอร์พูล ต้องเรียนรู้ไล่หลังอีกมากในพรีเมียร์ลีก แต่สำหรับในเอฟเอ คัพ นัดเดียวจบแบบนี้โอกาสเท่าเทียมกันครับ และเชื่อว่าน่าจะได้ดูเกมสนุกๆกันแน่นอน โดยแฟนๆสามารถชมเกม “เร้ด วอร์” นัดพิเศษใส่ไข่นี้ได้ในระบบเอชดีทาง “ทรูวิชั่นส์” ช่องทรูสปอร์ต เอชดี ครับหรือในระบบปกติก็มี
หรือหากไม่ได้เป็นสมาชิกก็มีฟรีทีวีใจดีถ่ายทอดสดให้ชมเหมือนกันครับ นับว่าเป็นโชคดีของแฟนบอลชาวไทยของเรานี้จริงๆ
เรื่องดีๆยังไม่หมดเท่านั้นครับ เพราะประเดี๋ยวในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ แฟนบอลชาวไทยเตรียมสัมผัสกับ “ถ้วยพรีเมียร์ลีก” ที่จะเดินทางมาทัวร์บ้านเราให้แฟนๆได้ชมเป็นขวัญตา ในงาน Truevisions-Barclays Premier League Trophy Tour 2012
โดยในงานจะมีการจัดแสดงถ้วยรางวัลของลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลกให้แฟนๆชาวไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน “ตลาด” ที่เข้มแข็งของฟุตบอลอังกฤษ ได้ชมกันเป็น “ที่แรก” ในบ้านเรา ณ ลาน แฟชั่นฮอล์ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน
ถ้าว่างมีเวลาก็เรียนเชิญนะครับ มากันได้ตั้งแต่ 14.00 น. ไปจนถึง 20.00 น.
แล้วก็อยากให้เตรียมตัวกันไว้สำหรับกิจกรรมชมฟุตบอลที่ดีที่สุดในประเทศไทยโดย “ทรูวิชั่นส์” เจ้าเก่ากับงาน Mega Red War Day ชม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล อีกครั้งบนจอยักษ์ความคมชัดระดับเอชดี ที่นอกเหนือจากการชมฟุตบอลสุดมันก็ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย
คิดเสียว่าสัปดาห์นี้นั่งดู “หงส์ฟัดผี” ในเอฟเอ คัพ บ้านใครบ้านมันเป็นการอุ่นเครื่องไปก่อน
แล้วอีก 2 สัปดาห์ค่อยไปลุ้นพร้อมๆที่ มอเตอร์สปอร์ตแลนด์ แดนเนรมิต แล้วกันครับ!
|