In the Final Third
โดย  ลูกแม่กิ่ง
คอลัมน์ใหม่สำหรับแฟนๆ Sportinter.com ที่จะได้ติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆในแวดวงลูกหนังอย่างเจาะลึกทุกวัน ในหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจทั้งในและนอกสนาม
 
 
 
     
  ก่อนจะกระพือปีก  
     

คำถามที่เกิดขึ้นหลังจากการล้ม 2 ยอดทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ แบบติดต่อกันในเวลานี้ คือลิเวอร์พูล จะสามารถกลับมากระพือปีกได้อย่างเต็มที่หรือไม่?

นี่จะเป็น “สปริงบอร์ด”​ ให้ทีมกลับมามีความมั่นใจและสามารถผงาดกลับมาเป็นทีมระดับท็อปของประเทศได้อีกครั้งหรือเปล่า?

คำถามนี้ผมไมได้คิดเพียงลำพังครับ เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่น่าจะคิดเหมือนกัน แม้กระทั่งในวงนักเขียนลูกหนังเมืองผู้ดีเองก็มีการ “ถก” ประเด็นนี้กันอย่างกว้างขวาง

ในมุมหนึ่งเชื่อกันว่าการที่ เคนนี่ ดัลกลิช สามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศคาร์ลิ่ง คัพ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาย่อมเป็น “เต็ง” ที่จะคว้าแชมป์มากกว่า คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ นั้นเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก เพราะสโมสรอย่าง ลิเวอร์พูล การแล้งไร้ซึ่งความสำเร็จ มันทำให้บรรยากาศทุกอย่างมันอึดอัดไปหมด

ไม่ว่าจะถ้วยอะไร ถ้วยเล็ก ถ้วยใหญ่ ถ้วยน้ำจิ้ม มิคกี้เมาส์ นาทีนี้ “เอาหมด”

และการที่สามารถเอาชนะแมนฯ​ ยูไนเต็ด ล้างแค้นที่โดนกระทำในศึกเอฟเอ คัพ เมื่อปีที่แล้วได้ ก็น่าจะ “ต่อยอด”​ ความมั่นใจให้พุ่งทะลุติดเพดานได้อย่างไม่ลำบาก

ภาษาลูกหนังเราเรียกกันว่า “โมเมนตัม”​ กำลังมา

ก็อยู่ที่ว่าดัลกลิช จะทำให้ลูกทีมเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดีๆแบบนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

แน่นอนครับว่า “ปัญหา” ภายในทีมลิเวอร์พูล ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไปเราได้เห็นกันแล้วว่า “คิงเคนนี่” ยังมีอะไรต้องทำอีกมากเพื่อทำให้ทีมกลับไปยืนอยู่ ณ จุดที่เคยอยู่ได้

โดยเฉพาะเกมรุกที่ยังเป็นปัญหา ลิเวอร์พูล ไม่มีกองหน้าที่ไว้ใจได้เลยแม้แต่คนเดียว 

ในขณะที่แมนฯ​ ซิตี้ มีทั้ง “กุน”​ อเกวโร่, เชโก้, บาโลเตลลี่ และแมน​ฯ ยูไนเต็ด ยังมี รูนี่ย์, เวลเบ็ค และชิชาริโต้ หรืออาร์เซนอล มีฟาน เพอร์ซี่, เชลซี มีดร็อกบา กระทั่งสเปอร์ส ก็ยังมี อเดบายอร์ และเดโฟ

ลิเวอร์พูล ไม่มีใครเลยจริงๆ แม้กระทั่ง หลุยส์ ซัวเรซ ที่เป็นนักเตะที่ดูดีที่สุดในทีมเวลานี้ แต่ตามสายตามผมแล้ว เขาไม่ใช่คนที่จะผลิตสกอร์ระดับ 30-40 ลูกในพรีเมียร์ลีกได้เหมือนที่เคยทำได้ในลีกดัตช์

แอนดี้ แคร์โรลล์ ก็ไม่ใช่เช่นกันครับ และอย่าได้ถามถึงจำนวนสกอร์จากเดิร์ค คอยต์ หรือ เคร็ก เบลลามี่

เรื่องนี้ ดัลกลิช และฝ่ายบริหารต้องหาทางแก้ไขร่วมกันครับ และจำเป็นต้องทำให้เร็วและถูกต้องที่สุด

ไม่ใช่เห็นว่า เด็มบา บา กำลังร้อน ก็จะเอากองหน้าระดับค่าตัว 35 ล้านปอนด์ ไปแลกกับกองหน้าที่เคยแทบไม่มีราคาเมื่อครั้งย้ายจากฮอฟเฟ่นไฮม์ มาอยู่กับเวสต์แฮม และมาอยู่กับ นิวคาสเซิล แบบฟรีๆ

แบบนี้มัน “เสียเชิง” เกินไป ชนิดที่ไม่สามารถยอมรับได้เลยทีเดียว และผมก็ไม่คิดว่า เอียน ไอร์ และบอร์ดบริหารรวมถึง จอห์น เฮนรี่, ทอม เวอร์ เนอร์ สองแกนนำเจ้าของจากแดนไกลจะยอมเป็น “ไอ้งั่ง” ได้ขนาดนั้น

อย่างไรก็ดีคนที่นับวันรอการอำลาเสื้อสีแดงแดงเพลิง นาทีนี้ค่อนข้างชัดครับว่ามี แคร์โรลล์ แน่ๆหนึ่งคน

ตามความคิดของฝ่ายบริหารแอนฟิลด์ พวกเขาเชื่อว่าการปล่อยตัวในช่วงที่ยังพอมีเครดิตอยู่บ้าง แม้จะขาดทุน 5-10 ล้านก็ไม่เป็นไร ในเมื่อไม่เห็นวี่แววว่าจะสามารถปั้นให้กลับมาเกิดได้ในเวลานี้

ดังนั้นข่าวการโละแคร์โรลล์ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่การจะไปแลกกับ คาร์ลอส เตเบซ ก็เป็นอีกครั้งที่น่ากังวลกับ “วิสัยทัศน์” ของฝ่ายบริหาร

ด้วยความเคารพต่อ เตเบซ เขาคือกองหน้าที่มีฝีเท้าฉกาจที่สุดคนหนึ่งของวงการ มีทั้งพรสวรรค์ ความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเป็นที่รักของใครได้ไม่ยาก

แต่การที่ลิเวอร์พูล จะไปเอากองหน้าที่พยายามให้เหตุผลว่าไม่มีความสุขกับชีวิตในอังกฤษ มาร่วมทีม มันจะไม่เป็นการ “คิดสั้น” เกินไปหน่อยหรือ? ไหนจะเรื่องค่าเหนื่อยระดับ 2 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ พร้อมจะจ่ายจริงหรือ? ไหนจะเรื่องอายุที่ย่างเข้า 28 ปี จะคุ้มค่าในสายตาเจ้าของสโมสรหรือเปล่า?

 

กองหน้าฝีเท้าดีในวงการยังมีอีกมากครับ ถ้าจะเอาดาวรุ่งก็ไปส่องเอาในละตินอเมริกา ถ้าจะเอาแบบพร้อมใช้ก็หาเอาตามลีกระดับท็อปทั้ง อิตาลี หรือสเปน 

คิดแว้บแรกในหัว ผมยังคิดว่า อเล็กซานเดร ปาโต้ หรืออัลบาโร่ เนเกรโด้ ก็น่าจะเป็นคำตอบที่น่าสนใจมากกว่า เตเบซ หรือ เด็มบา บา

อันที่จริงก็น่าสงสารแคร์โรลล์ครับ ชีวิตเหมือนถูกจุดพลุ แจ้งเกิดกับนิวคาสเซิล ได้ไม่นาน พิสูจน์ตัวเองไม่ทันไร ก็จับพลัดจับผลูมีทีมระดับท็อปติดต่อมา และดูเหมือนจะไม่มีทางออกอื่นนอกจากการย้ายทีมเพราะมันมีแต่ “ได้” ทุกฝ่าย

แคร์โรลล์ ก็จะได้ย้ายไปทีมใหญ่ได้ค่าเหนื่อยมากกว่า นิวคาสเซิล ได้เงินค่าตัวมหาศาล ขณะที่ ลิเวอร์พูล ณ​ เวลานั้นกำลัง “หน้ามืด”​ และต้องการหาใครสักคนก็ได้ที่พอจะมีเครดิตดีมาแทนที่ ตอร์เรส ที่ย้ายออกไปเชลซีได้ เพื่อเบรกกระแสไม่ให้แฟนบอลลุกฮือด้วยความโกรธเคือง

ประเมินจากผลงานตลอดปี ก็ต้องบอกว่าหงส์แดงจ่ายค่า “หน้ามืด”​ ได้แพงเกินความจริงไปมากครับ

โดยส่วนตัวผมชอบ แคร์โรลล์ ในฐานะกองหน้าสไตล์โบราณที่หาได้ยากในยุคนี้ แกร่ง มีความเร็ว ความคล่องในระดับหนึ่ง ที่สำคัญทั้งหัวเรดาห์ ทั้งซ้ายฉมังเดช (แถมส่องตาข่ายลิเวอร์พูลมาอย่างสวย!) 

แต่ไม่ว่าจะเพราะอาการบาดเจ็บ สภาพความฟิต ปัญหาไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต หรือการไม่สามารถปรับตัวจากบอล “โฉ่งฉ่าง” ที่ชื่นชอบสมัยอยู่นิวคาสเซิล มาเป็นบอล “ยึกยัก”​ แบบลิเวอร์พูล ของดัลกลิช ในปัจจุบันก็ตาม 

แคร์โรลล์ เหลือเวลาในแอนฟิลด์น้อยเต็มทีครับ อาจจะต้องย้ายก่อนตลาดปิดหากสามารถหาคนมาซื้อและมีตัวตายตัวแทน หรืออาจจะเป็นซัมเมอร์ นอกเสียจากจะได้ความมั่นใจกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

นอกจากแคร์โรลล์ ก็ยังมีฮีโร่เมื่อวานอย่าง เดิร์ค คอยต์, มักซี่ โรดริเกวซ ที่ต่อคิวประตูทางออกแอนฟิลด์ เพราะด้วยวัยและฝีเท้ารังแต่จะถอยหลังลงคลอง

ขณะที่แข้งใหม่รายอื่นๆอย่าง ดาวนิ่ง,​ อดัม, เอ็นริเก้, เฮนเดอร์สัน ไม่ได้เลวร้ายแต่ก็ไม่ได้ดีเลิศเช่นกัน

ย้ำอีกครั้งครับว่าจุดนี้ ดัลกลิช และฝ่ายบริหารต้องร่วมกันแก้ตัวโดยด่วน เพื่อไม่ให้การซื้อนักเตะเข้ามาเป็นความล้มเหลว และอาจต้องมีการประเมินผลงานของทีมแมวมองบ้าง

ลิเวอร์พูล ยังมีอะไรต้องทำอีกมาก มากจริงๆอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้

พวกเขายังใม่ได้มา “ถูกทาง” อย่างที่คิดเองเออเอง เพราะไม่ว่าจะขุมกำลัง การซื้อตัว ทิศทาง สไตล์การเล่นของทีม ทัศนคติของทีม ทุกอย่างดูจะยังมีปัญหาไปหมด

แต่อย่างน้อยที่สุดผลงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมาของ ดัลกลิช รวมถึงเจ้าของสโมสรใหม่ก็แสดงให้เห็นถึงความ “ตั้งใจ” ครับ

และอย่างน้อยที่สุด การเขี่ย 2 ทีมจากแมนเชสเตอร์​ ตกรอบได้ ก็เป็นสิ่งดีๆที่น่าจะเป็น “ก้าวแรก”​ ของความสำเร็จได้เหมือนกัน

เหมือนครั้งหนึ่งที่ เซอร์อเล็กซ์ แชปแมน เฟอร์กูสัน ใช้แชมป์เอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 1990 เป็นบันไดก้าวแรกสู่การเป็นทีมอันดับหนึ่งของวงการฟุตบอลอังกฤษ 

 
 
 
 
David Pleat
Rory Smith
Football Market
โดย ข้างสนาม
In the Final Third
โดย ลูกแม่กิ่ง
The Simba's Journey (World cup 2010 Special)
โดย ลูกแม่กิ่ง
Inter Guru
โดย Football Pundit ชื่อดัง
  รับข่าวสารจากเรา