ในขณะที่บ้านเรากำลังฮือฮากับกระแส “Simsimi” แอพลิเคชั่นดังจากประเทศเกาหลี ที่เป็นเรื่องตลกฮากลิ้งในหมู่วัยรุ่นกับการโต้ตอบได้ของ “ลูกเจี๊ยบ” ที่กวนประสาทได้ใจ แต่กลายเป็นเรื่องใหญ่โตระดับคอขาดบาดตายของผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม
ที่อังกฤษเวลานี้ ความขัดแย้งในแคมป์ทีม “สิงโตคำราม” กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายครับ
เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือหากเกิดขึ้นมาก่อนก็คงไม่ใช่ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมานี้แน่นอน
ต้นเรื่องอยู่ที่การตัดสินใจที่เด็ดขาดของ เดวิด เบิร์นสไตน์ ในฐานะประธานสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ที่เรียกประชุมบอร์ดบริหารของเอฟเอ เพื่อลงมติเรื่องการปลดจอห์น เทอร์รี่ ออกจากตำแหน่งกัปตันทีมชาติ
โดยที่การประชุมนี้ไม่มี ฟาบิโอ คาเปลโล่ ในฐานะผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เข้าร่วมด้วย
การตัดสินใจของเบิร์นสไตน์ ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการในการแถลงการณ์วันศุกร์ ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังประธานเอฟเอ ตัดสินใจโทรไปแจ้งข่าวร้ายอย่างเป็นทางการให้กับ “เจที” ได้รับทราบ และกลายเป็นประเด็นข่าวร้อนไปในเวลานั้น
เบิร์นสไตน์ ได้รับการยกย่องชมเชยจากสื่อแทบทุกสำนักครับ ที่เห็นดีเห็นงามกับการปลดกัปตันทีมจอมอื้อฉาวคนนี้ออก เพราะการคงอยู่ในตำแหน่งของเทอร์รี่ ในขณะที่ยังพัวพันคดีการเหยียดสีผิวที่ถูกเลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นช่วงกลางปี อาจส่งผลร้ายต่อบรรยากาศภายในแคมป์ทีมชาติอังกฤษได้
ไหนจะประเด็นอ่อนไหวเรื่องการที่ไม่ควรจะมีคนที่ยังไม่ได้้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองว่าไม่ได้เป็นพวก “เหยียดผิว” ซึ่งนอกจากตัวเองจะเป็นเป้าโจมตีแล้วยังอาจทำให้ทีมเป็นเป้าโจมตีไปด้วย
และเหนืออื่นใดคือเรื่อง “ภาพลักษณ์”ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เบิร์นสไตน์ ยกมาใช้อ้างในการปลดเทอร์รี่ พ้นจากการเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ
อย่างที่ทราบครับว่า ในความรู้สึกของแฟนบอลหรือกระทั่งสื่อหลายๆคน ปลอกแขนกัปตัน “ทรีไลออนส์” ถือเป็น “ของสูง” ในวงการลูกหนัง
เรียกว่าอาจจะสูงเสียยิ่งกว่ากัปตันทีมชาติบราซิล หรืออาร์เจนติน่า หรือสเปนเสียอีก
เหตุผลก็เพราะทีมชาติอังกฤษ เป็นทีมที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ อยู่ในฐานะชาติ “แม่แบบ” ของเกมฟุตบอลที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในปัจจุบัน ไหนจะภาพลักษณ์ของความเป็นสุภาพบุรุษ ความเป็นผู้นำ ซึ่งเรียกได้ว่าคนที่จะได้เป็นกัปตันทีมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องของฝีเท้า หรือความอาวุโสอย่างเดียว
“ภาพ” พวกนี้ก็ต้องได้ด้วย ถึงจะมีค่าควรแก่ตำแหน่งที่สูงส่ง
แน่นอนครับว่าเรื่องนี้ก็ย่อมมีคนไม่เห็นด้วย และคิดว่าเอฟเอ ไม่ควรจะไปยึดติดต่อตำแหน่งนี้มากขนาดนั้น
เพียงแต่การที่เทอร์รี่ ยังเป็น “ผู้ต้องสงสัย”อยู่ในคดีที่มีความละเอียดอ่อนก็ทำให้การตัดสินใจของ เบิร์นสไตน์ และบอร์ดเอฟเอ มีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ดีดูเหมือนการกระทำครั้งนี้ของเบิร์นสไตน์ จะไม่เพียงแค่เทอร์รี่ คนเดียวที่ “โกรธแค้น” อย่างที่สุด
เพราะดูเหมือนตัวของ คาเปลโล่ เองก็ไม่พอใจเช่นกัน
จะเรียกว่า “ฟิวส์ขาด” ก็อาจจะได้ครับ
ทั้งนี้เพราะตลอดมา คาเปลโล่ ให้การหนุนหลังเจทีมาโดยตลอด แม้กระทั่งในช่วงที่เผชิญกระแสข่าวอื้อฉาวเรื่องการ “คบชู้”กับอดีตภรรยาของเพื่อนสนิทอย่าง เวย์น บริดจ์ ที่เคยกลุ้มใจปรึกษาเรื่องเมียอยู่ทุกเช้าทุกเย็น ประมาณกลางวันปลอบเพื่อน กลางคืนปลอบเมียเพื่อน ซึ่งสังคมเรียกร้องให้มีการปลดออกจากตำแหน่งกัปตันทีมชาติ คาเปลโล่ ก็ยังพยายามปกป้องอยู่
แม้สุดท้ายจะทานกระแสไม่ไหว ต้องยอมปลดจากตำแหน่งอย่างไม่เต็มใจนัก แต่สุดท้ายเมื่อ เทอร์รี่ ถูกลงโทษมาครบปี กุนซือชาวอิตาเลียน ก็ตัดสินใจทำร้ายหัวใจของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ รองกัปตันทีมด้วยการ “ยึด”ปลอกแขนเอากลับมาคืนให้ เทอร์รี่ เสียดื้อๆ
ว่ากันว่านับแต่นั้นมา อดีตปราการหลังเสาหลักของทีมชาติอังกฤษ ทั้งสองก็เริ่มไม่นับญาติกัน ซึ่งดีที่ริโอ มีอาการบาดเจ็บรังควาญเกือบตลอดทำให้ไม่ค่อยได้ลงสนามมากนัก และน้อยครั้งที่จะได้ลงเล่นร่วมกัน
แม้ปากจะบอกว่า “ไม่มีอะไร” แต่ลึกๆในใจแล้วทั้งคู่ย่อมรู้กันดีอยู่ว่ามันไม่สนิทใจเหมือนเดิม
สำหรับครั้งนี้ คาเปลโล่ เองไม่เพียงแค่ยืนกราน แต่ยังยืนหยัดข้าง เทอร์รี่ มาโดยตลอดนับตั้งแต่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีการเหยียดสีผิว ซึ่งสุดท้ายเรื่องถึงโรงถึงศาล ไม่เหมือนกับกรณีของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่เรื่องจบลงที่การไต่สวนนาน 2 เดือนของเอฟเอก่อนจะมีบทลงโทษ 8 นัด ซึ่งดาวยิงอุรุกวัย เลือกที่จะไม่สวนกระแสและขอรับผิดแต่โดยดี
ต่อให้สังคมประณามเจทีมากขนาดไหน แต่คาเปลโล่ ยืนยันว่าจนกว่าจะมีการพิสูจน์ได้ว่า “ผิด” ตราบนั้นในสายตาและความรู้สึกของเขา จอห์น เทอร์รี่ ยัง “บริสุทธิ์”เสมอ
ด้วยเหตุนี้ทำให้การตัดสินปลดเทอร์รี่ จากการเป็นกัปตันทีมทำให้ คาเปลโล่ รู้สึกเหมือนโดน “ตบหน้า”อย่างแรง
เพราะก่อนหน้าจะมีคำสั่งปลด ในวันอังคารเขายังไปเยี่ยมหาเทอร์รี่ ถึงสนามซ้อมของเชลซี ที่ค็อบแฮม และให้การยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่มีการปลดจากตำแหน่งอย่างแน่นอน
และนั่นทำให้ เจที ยืนกรานอย่างมั่นใจว่าจะไม่ “ลาออก”จากการเป็นกัปตันทีมชาติแน่นอน
ล่าสุด คาเปลโล่ ยังคงไม่สนใจกระแสต่อต้านเทอร์รี่ ซึ่งเวลานี้รุนแรงถึงขั้นมีรายงานว่าภายในทีมเองก็ “เคือง”เจที มานานแล้ว โดยเฉพาะก่อนเกมอุ่นเครื่องกับสวีเดนและสเปน ที่บรรยากาศภายในทีมมาคุอย่างมาก
สิ่งที่พวกเขาต้องการคือบีบให้เทอร์รี่ ประกาศอำลาทีมชาติไปเสีย เพื่อเห็นแก่ทีมที่ต้องการบรรยากาศของความเป็นหนึ่งเดียวกลับคืนมา
อย่างไรก็ดี คาเปลโล่ ส่งซิกล่าสุดครับโดยยืนยันพร้อมปกป้องเทอร์รี่ และพร้อมจะเรียกใช้งานในฟุตบอลยูโรเหมือนเดิมต่อให้ไม่ได้เป็นกัปตันทีมก็ตาม
และต่อให้ไม่ได้เป็นกัปตันในเวลานี้ คาเปลโล่ ก็พร้อมจะคืนปลอกแขนให้ทันทีหากถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสม
เรียกว่าเป็น “จุดยืน” ที่แตกต่างและสวนกระแสในเวลานี้อย่างสิ้นเชิง
จากเรื่องนี้โดยส่วนตัวรู้สึกเป็น “กังวล”แทนแฟนๆทีมชาติอังกฤษครับ (ผมเชียร์เซอร์เบีย สบายตัวไป!) เพราะเหตุการณ์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าเวลานี้ “สิงโตคำราม” ได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆแล้ว
เดวิด เบิร์นสไตน์และบรรดาแข้งทีมชาติที่ไม่ชอบเทอร์รี่ก็พวกนึง
ไหนจะฟาบิโอ คาเปลโล่ กับจอห์น เทอร์รี่ ก็พวกนึง
ยิ่งการที่ “เดอะ ดอน” เลือกปฏิบัติต่อเทอร์รี่ อย่างพิเศษชนิดไม่ไว้หน้าคนอื่นก็ยิ่งทำให้รอยร้าวภายในทีมซึมลึกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรายของ ริโอ ที่นอกจากจะเคยโดนยึดปลอกแขนกัปตันทีมแล้ว เรื่องครั้งนี้คนที่โดนเหยียดสีผิวคือ แอนทอน เฟอร์ดินานด์ ซึ่งเป็นน้องชายคนเล็กของที่บ้านด้วย
ไม่แปลกครับที่เราจะได้เห็นการออกมาระเบิดอารมณ์เป็นครั้งแรกของริโอ ผ่านทางสื่อว่าเจ็บปวดจากเรื่องนี้มากแค่ไหน
สถานการณ์ทั้งหมดเท่ากับ “ระเบิดเวลา” ภายในทีมชาติอังกฤษ ได้ถูกจุดขึ้นแล้ว โดยที่คนเดียวที่จะหยุดมันได้ก็คือตัวของคาเปลโล่เอง
คาเปลโล่ จะต้องเลือกกัปตันทีมที่มีความเป็นผู้นำที่จะยืนหยัดประคองทีมในภาวะวิกฤตินี้ได้ก่อน ซึ่งเวลาภาพมันยังไม่ชัดว่าใครจะได้เป็น เพราะแม้แต่สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ก็ยังมีคนเป็นห่วงเรื่องสภาพร่างกายที่เปราะบางและพร้อมจะเจ็บง่ายๆ
จากนั้นคือการกลับมาสร้างความปรองดองภายในทีมให้ได้โดยเร็วที่สุด
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ว่าไหมครับ?
ผมพยายามคิดในแง่ดีว่าทางออกนั้นไม่จำเป็นต้องการเป็น “ตัดหางปล่อยวัด”เทอร์รี่ สถานเดียวก็ได้ อาจจะมีการพูดคุยปรับความเข้าใจภายในทีม ลืมทุกอย่างให้หมดเพื่อเป้าหมายในการคว้าโทรฟี่ยูโร 2012 ก็เป็นได้
แต่มันก็ดูเป็นการคิดในแง่บวกเหมือนโลกในอุดมคติเกินไป
ทางออกที่ง่ายและสะดวกที่สุดในเวลานี้ จึงหนีไม่พ้นการเสียสละของเทอร์รี่ ที่ต้องประกาศอำลาทีมชาติไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ได้เสียก่อน
ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะบริสุทธิ์หรือไม่ก็ตาม
|