แม้เกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด จะจบลงได้หลายชั่วโมงแล้ว แต่ควันหลงของเกมคู่นี้ยังคุกรุ่นอยู่และยังไม่มีท่าทีที่จะหายปะทุได้โดยง่าย
ครับ - ผมเชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจว่าผมหมายถึงประเด็นการ “ไม่จับมือ” ของหลุยส์ ซัวเรซ ที่ปฏิเสธการยุติสงครามเย็นกับปาทริซ เอวร่า ด้วยการบ่ายเบี่ยงจะสัมผัสมือในครั้งแรก จนทำเอาแบ็กผิวสีที่สวมปลอกแขนกัปตันทีมชั่วคราวแทนเนมันย่า วิดิช ถึงกับหน้าเสีย
กระทั่งดาวิด เด เคอา พยายามดึงแขนซัวเรซ มาเพื่อจะให้จับมือกันให้ได้ แต่ก็เปล่าประโยชน์
ถ้าถามผม - เหตุผลนั้นง่ายดายครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่ซัวเรซไม่อาจทำใจยอมรับได้ ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้
ก็คนยังเจ็บ ยังปวด ยังแค้น ยังไม่เข้าใจว่าทำอะไรผิด ทำไมจะต้องยอม “หยวน” เพื่อให้เรื่องมันผ่านพ้นไปด้วย?
แต่ถ้าว่ากันตามตรง ผมว่าสิ่งที่ ซัวเรซทำมันก็เกินไป
เกินไปเช่นเดียวกับการเย้ยหยันหลังจบเกมของ เอวร่า และการปิดหูปิดตาไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นของ เคนนี่ ดัลกลิช ในการแถลงข่าวหลังจบเกมในห้องเพรสคอนเฟอเรนซ์
ดังนั้นสิ่งที่ผมจะสรุปได้อย่างสั้นๆสำหรับเกมคู่นี้คือทั้ง 3 คนนั้นทำ “เกินไป”
และมันก็ทำให้รอยร้าวระหว่างผู้เล่นทั้งสองทีมซึมลึกยากจะประสานได้ในระยะเวลาอันสั้นด้วยเช่นกัน
แน่นอนครับว่าหัวใจสำคัญที่เป็น “ต้นเรื่อง”ของวันนี้หนีไม่พ้น ซัวเรซซึ่งโดนวิจารณ์อย่างหนักจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทางเซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสัน หรือริโอ เฟอร์ดินานด์ที่ออกมาด่ากันแบบไม่ไว้หน้าว่าเป็นพวก “ไร้เกียรติ”
เซอร์อเล็กซ์ ถึงขั้นแนะนำคู่แข่งว่านักเตะแบบนี้อยู่ไปก็รังแต่จะทำให้เกียรติประวัติของลิเวอร์พูล เสื่อมเสียไปเปล่าๆ
ขณะที่ริโอ ก็ออกตัวชัดเจนว่าสำหรับ ซัวเรซไม่มีคำว่า “นับถือ” กันอีกต่อไป
เรื่องนี้ที่พูดมา เด็กหงส์ทั้งหลายก็ต้องเห็นใจและเข้าใจกับฝ่ายนี้ครับ เพราะเขาพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่สุดจะทนจริงๆ ปกติแล้วคนทำมาหาเลี้ยงชีพในวิถีทางเดียวกัน เขาจะไม่พูดหยามน้ำใจกันขนาดนี้
ชั่งตราความรู้สึก ผมก็คิดว่าเหมาะสมแล้วที่จะมีคนออกมาด่าบ้าง เพราะซัวเรซ เลือกจะไม่ให้เกียรติคู่แข่งเช่นกัน และแทนที่จะยุติศึกได้ด้วยการจับมือแค่ครั้งเดียว ก็เลือกจะราดน้ำมันบนกองไฟ สุมแล้วเอาพัดลมฮาตาริเป่าจนมันโหมลุกเป็น “มหาเพลิง”ในยามนี้
ด้านสื่อเองก็ออกมาตำหนิการกระทำของ ซัวเรซเช่นกันครับ
หลายคนเป็นห่วงไปถึง “คิงเคนนี่”ที่อาจจะเสียผู้เสียคนตอนแก่ กับความพยายามปกป้องลูกทีมเกเรรายนี้
สำหรับซัวเรซผมปูประวัติให้เล็กน้อยว่า ภายใต้รอยยิ้มและฟันกระต่าย ดาวยิงคนนี้เป็นนักเตะประเภทเลือดขึ้นหน้าครับ ใจร้อน และหลายครั้งที่ระเบิดความรู้สึกออกมาด้วยการกระทำที่รุนแรง
สมัยยังเป็นกัปตันอยู่กับไอแอ็กซ์ ก็เคย “งับ”คู่ต่อสู้จนโดนแบนยาวมาเช่นกัน ก่อนจะเก็บข้าวของย้ายมาอยู่ในแอนฟิลด์เลยเพราะนอกจากจะได้ก้าวไปสู่ประสบการณ์ใหม่ๆก็ยังหลีกหนีปัญหาความเสื่อมเสียในฮอลแลนด์ได้ด้วย
แต่ย้อนไปไกลกว่านั้นในวัยเยาว์ เจ้าหนูซัวเรซ ถึงขั้นเคยเอาหัวโขกผู้ตัดสินจนดั้งหักมาแล้ว!เพราะไม่พอใจในคำตัดสินซึ่งมันก็นำพาเขาไปสู้จุดจบของการอยู่ในทีมเยาวชนสโมสรนาซิอองนาล
ยากจะบอกนะครับว่าเป็นเพราะเขาเกิดในย่าน ซาลโต้ ซึ่งเป็นชุมชนแออัดในกรุงมอนเตวิเดโอ ของอุรุกวัยหรือเปล่าที่ทำให้เขาเป็นคนใจร้อนขนาดนี้?
อนึ่งประวัติของซัวเรซ แบบละเอียดนี้เอาไว้จะมาถ่ายทอดให้รับทราบกันภายหลังครับ (เพิ่งได้ข้อมูลมาเหมือนกัน)
ที่แน่นอนคือการกระทำครั้งนี้ จะทำให้ซัวเรซใช้ชีวิตในพรีเมียร์ลีกได้อย่างยากลำบากมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะเวลานี้เขาถูกตีตราให้เป็น “แบดบอย” ของวงการไปแล้ว
จริงอยู่ “ศิลปินลูกหนัง” หลายคน ไม่แคร์สื่อและมุ่งใช้ผลงานในสนามแทนคำพูด เช่น เปาโล ดิ คานิโอ,เอริค คันโตน่า หรือกระทั่ง มาริโอ บาโลเตลลี่ แต่นักเตะเหล่านี้ดูจะมี “ภูมิ” ที่แตกต่างจากซัวเรซ ซึ่งเปราะบางทางอารมณ์ยิ่งกว่า
สำหรับแฟนหงส์ก็คงต้องภาวนาให้ทุกอย่างมันคลี่คลายได้โดยเร็วที่สุด
ความจริงทางจะแก้เรื่องนี้มันง่ายนิดเดียว เพียงแต่มันก็เป็นคำพูดที่ยากที่สุดสำหรับซัวเรซ ในเวลานี้
คำนั้นคือคำว่า “ขอโทษ” ครับ
ส่วนกรณีของเอวร่า เป็นเรื่องเข้าใจได้ครับว่าฉุนอย่างแรง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการไปเย้ยหยันต่อหน้าต่อตาแบบนั้นดูไม่งามเลย โดยเฉพาะเมื่อบนแขนยังมีปลอกแขนกัปตันสวมอยู่
เช่นกันกับ คิงเคนนี่ ที่หากจะเป็นธรรมจริงก็ควรจะได้นั่งทบทวนสักนิดต่อการกระทำของลูกทีม และเลือกที่จะ “ปราม” มากกว่าจะ “ให้ท้าย”ถึงขั้นฟาดงวงฟาดงากับสื่อในระหว่างการแถลงข่าวแบบนี้
หลังจากนี้เรื่องจะดำเนินไปในทิศทางไหนก็ยังเดาได้ยากครับ
รู้แต่มันไม่จบโดยง่ายแน่ และอาจต้องรอจนกว่าจะไม่มี เอวร่า หรือซัวเรซ คนใดคนหนึ่งในเกม “เรดไฟท์” อีกเลยทีเดียว ...
ป.ล. ไม่พูดถึงเกมเพราะมันชัดเจนครับ ผีแดงสมควรเป็นผู้ชนะในทุกกระบวนท่า และประตูตีไข่แตกของหงส์ก็เป็นเพียงลูกฟลุ๊คปลอบใจเท่านั้น ไม่ได้แสดงฝีมืออะไรเลยจริงๆ
|