ดาวิด เอ็นโก เด็กหนุ่มที่นามสกุลของเขาออกเสียงคล้ายกับยาสระผมยี่ห้อหนึ่ง (Wash and Go - ยาสระผมยี่ห้อดังครับ) ซึ่งทุกวันนี้เจ้าตัวก็ยังคงไม่เข้าใจที่ทำไมแฟนๆและสื่อถึงชอบพูดถึงหรือพาดหัวข่าวถึงเขาเป็นแนว Wash ‘n’ Go ตลอด ทั้งๆที่ถ้าเขาคิดจะทำแชมพูยี่ห้อตามนามสกุลของเขาเหมือนที่เพื่อนในทีมหรือนักกีฬาดังหลายๆคนทำสินค้าออกมาขาย มันก็คง ... เอิ่ม - ขายไม่ออก - เพราะดูจากศรีษะของตัวเขาเองตอนนี้ก็คงไม่จำเป็นต้องใช้ยาสระผมอะไรมากมายนัก
“ผมก็ไม่ได้สังเกตนะ”เอ็นโก ตอบแบบขำๆ “มีบางคนบอกผมอยู่เหมือนกันในเรื่องพวกนี้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร”
อย่างที่บอกว่าตัวของ เอ็นโก ก็คงไม่ต้องการจะสระผมบ่อยเท่าไหร่นัก เพียงแต่เด็กหนุ่มที่ใช้ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาอย่างยากลำบากในการจะเป็นที่จดจำและก้าวให้พ้นหลืบเงาของ เฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้ารุ่นพี่มาดเท่ที่เปลี่ยนทรงผมได้เท่ล้ำสมัยตลอด ก็ดูคล้ายจะเป็นนักเตะที่พร้อมจะก้าวออกจากแอนฟิลด์ได้ทุกเมื่อ
ดีไม่ดีเขาคงเป็นหนึ่งในลิสต์นักเตะที่ คริสเตียน เพิร์สโลว อดีตผู้อำนวยการสโมสร (ซึ่งมีปัญหากับราฟา เบนิเตซ และโดนโจมตีว่าเป็นผู้บริหารที่ไม่รู้เรื่องฟุตบอลอะไรเลย) ได้แนะนำกับ รอย ฮอดจ์สัน ให้โละๆทิ้งไปในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาด้วย
ไม่จำเป็นต้องไล่ เพราะกองหน้าวัย 21 ปี ที่อยู่ในแอนฟิลด์มานานกว่า 2 ปีครึ่งโดยได้ลงเล่นเป็นตัวจริงแค่ 35 นัดไม่ได้รับบทบาทหรือโอกาสที่ดีขึ้นในแอนฟิลด์ เขาก็ตัดสินใจที่จะอำลาทีมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
“ผมยังหนุ่ม แต่ผมก็ไม่อยากเสียเวลาที่นี่” เอ็นโก กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ยิ่งผมประสบความสำเร็จได้เร็วเท่าไหร่มันก็ยิ่งดีเท่านั้น ถ้าผมไม่มีโอกาสได้ลงเล่นผมก็คงจะคิดถึงทางเลือกอื่น ผมเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานและอยากจะไปยืนอยู่บนจุดสูงสุด ได้มีโอกาสลงสนามและเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุด ถ้าสิ่งเหล่านี้มันไม่เกิดขึ้นอย่างที่คิดผมก็จะต้องทำการตัดสินใจ
อย่าเพิ่งตกใจไปเดอะ ค็อป เอ๋ย มันไม่ได้แปลว่าเขาจะไปวันนี้หรือวันพรุ่ง
“ผมไม่ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในตอนนี้ว่าเมื่อไหร่ที่ผมจะต้องทำการตัดสินใจ ผมพยายามอย่างหนักและผมก็มั่นใจในตัวเอง ผมหวังว่าผมจะคว้าโอกาสได้”
สิ่งที่ เอ็นโก ไม่ได้บอกก็คือการที่เขาไม่ต้องตกเป็นที่สนใจต่อไปอีกระยะนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับเขา เพราะหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเขากับคู่ซี้ “แก็บบี้ อบต.” หรือ กาเบรียล โอแบร์กต็อง ที่ดันไปอยู่กับทีมคู่แข่งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นสองสายเลือดใหม่ที่เก่งที่สุดในรุ่นเดียวกันเลยสำหรับบรรดานักเตะดาวรุ่งในฝรั่งเศส
เรียกว่าเป็นความหวังของชาติในอนาคตเลยทีเดียว!
เอ็นโก เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่น่าจับตามองที่สุดของ ปารีส แซงต์ แชร์แมง หลังจากที่สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว เขาได้ลงซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปี และเริ่มต้นเล่นให้ทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 17 ปี ซึ่งมันได้กลายเป็นความกดดันบนความคาดหวังของคนทั้งชาติที่เขาต้องเผชิญกับมัน
สิ่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่ทำให้เขาตัดสินใจที่จะย้ายออกมานอกประเทศอย่างรวดเร็ว หรือหากจะพูดตามคำของ ปอล เลอ กูเอ็น อดีตนายใหญ่ในทีมเปแอสเช ก็ต้องบอกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ตัดสินใจอย่าง “หุนหันพลันแล่น” เกินไป
แต่สำหรับ เอ็นโก อีกครึ่งของการตัดสินใจก็เกิดขึ้นเพราะ เลอ กูเอ็น ไม่เคยให้โอกาสและพื้นที่ให้เขาได้ยืนหยัดในช่วงเดือน ก.ค. 2008 “ผมคิดว่าเขารู้นะว่าเราได้ตกลงกัน ซึ่งเขาก็ยอมปล่อยให้ผมไปเอง”
โชคร้ายที่เงาของ “เอล นินโญ่” มันใหญ่เกินไปสำหรับเขา หรืออาจจะใหญ่เกินไปสำหรับกองหน้าทุกคนบนโลก และมันก็ได้กระทบกระเทือนต่อการพัฒนาของความหวังใหม่ของชาวฝรั่งเศส จนทำให้เกิดคำถามว่าเขาได้ตัดสินใจผิดพลาดอะไรไปหรือเปล่า
เส้นทางของ เอ็นโก ที่เขาเลือกเดินเองนั้นมันคล้ายกับ นิโกล่าส์อเนลก้า อดีต “ขบถ” อีกคนของเปแอสเช ที่เคยจากทีมไปตั้งแต่อ้อนแต่ออกเช่นกัน (ซึ่งสองคนนี้ก็มีสไตล์การเล่นที่คล้ายกันในบางจุด) แต่สิ่งที่แตกต่างไปก็คือในวัย 21 ปี อเนลก้า เป็นซูเปอร์สตาร์ของอาร์เซนอล ก่อนจะได้ย้ายไปร่วมทีมระดับโลกอย่าง “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด
สิ่งที่คล้ายกันอีกอย่างของสองคนนี้คือบุคลิกที่เงียบขรึมและขี้อาย และมันก็ทำให้การขอสัมภาษณ์เขาเป็นเรื่องที่ยากถึงยากมากที่สุด โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดโอกาสให้กับสื่อในอังกฤษได้สัมภาษณ์เลยทีเดียว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะสื่ออังกฤษหรือสื่อในฝรั่งเศสบ้านเกิดต่างก็มองในมุมเดียวกัน
เอ็นโก ขาดความเฉียบขาดในการจะทำให้เขาเป็นกองหน้าระดับโลก
อย่างไรก็ดีสำหรับกองหน้าผู้ไม่ต้องการยาสระผมในเวลานี้ก็ “ไม่แคร์สื่อ” นัก เขาอยากจะอยู่อย่างสงบเสี่ยงเจียมตัวไปเรื่อยๆดีกว่าจนกว่าจะถึงวันหนึ่งที่ฝีเท้าของเขามันเปล่งเสียงได้ดังพอจะบอกทุกคนว่าเขาคือ “ของจริง”
เมื่อถึงวันนั้นปากของเขาก็จะเปิดตามไปด้วย
“พวกนักข่าวน่ะอันตรายเสมอ ผมก็เลยอยากจะพิสูจน์ตัวเองในสนามมากกว่า” เอ็นโก กล่าว
แต่ถึง ณ เข็มนาฬิกาเดินไป ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆจากทุกฝ่าย และเราก็เริ่มได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของกองหน้าคนนี้จากการขัดเกลาฝีเท้าอยู่ที่ เมลวู้ มากว่า 2 ปี
ในช่วงแรกที่เริ่มต้นชีวิตแบบ “ปารีเซียง” เอ็นโก ไม่ได้เป็นกองหน้าที่เก่งในเรื่องลูกกลางอากาศมากนัก แต่การ “ตอร์ปิโดบก” พุ่งเข้าใส่ แบร๊ด ฟรีเดล จนเป็นประตูขึ้นนำในเกมกับ แอสตัน วิลล่า เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ซึ่งเป็นประตูที่ 8 จากการเล่นเป็นตัวจริง 12 นัดในฤดูกาลนี้ มันก็เป็นสัญญาณที่แสดงออกให้เห็นว่าเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งนอกเหนือจาการเล่นลูกหัวแล้ว การยืนตำแหน่ง รวมถึงการสัมผัสบอลแรกของเขาก็ดีขึ้นตามลำดับด้วย
“En grand, grand progres” (เก่งขึ้น เก่งขึ้นมาก) เป็นคำชมที่ เอริค มัมแบร์ โค้ชทีมชาติฝรั่งเศสชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีกล่าวถึงเขาจากฟอร์มในเกมทีมชาติชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ในเกมกับ เดนมาร์ก เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา
มมแบร์ ยังแถมให้อีกชุดว่า “Plus puissant, plus mobile, plus buteur”(ทรงพลังขึ้น เคลื่อนที่ดีขึ้น จบสกอร์เฉียบขึ้น)
สิ่งที่โค้ชทีมชาติฝรั่งเศสชุดเล็กกล่าวถึง เอ็นโก มันคือคุณสมบัติเด่นๆของ ตอร์เรส ทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราคงไม่ต้องสงสัยว่าในระหว่างที่เขาอยู่ร่วมทีมเดียวกัน แม้จะไม่ได้ลงสนามแต่เวลาเหล่านั้นก็ไม่ได้สูญเปล่าไปไหน
สายตาคู่นั้นของเอ็นโก จับจ้องอยู่ที่ เอล นินโญ่ ตลอดเวลา เพื่อวันหน้าจะถึงโอกาสของเขาบ้าง
“ผมคิดว่าเรามีความเข้าขากันดีไม่น้อยไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม ซึ่งผมก็พยายามเรียนรู้จากเขาเพราะเขาเป็นกองหน้าที่ครบเครื่องมาก ผมคิดว่าเราเล่นด้วยกันได้นะ” เอ็นโก กล่าวถึงรุ่นพี่
แต่ก่อนจะมาเฝ้าจับตาตอร์เรส เขาก็เคยจับตา เปโดร เปาเลต้า อดีตฮีโร่ของชาวปารีเซียง เจ้าของสถิติเฉลี่ย 25 ประตูต่อฤดูกาล ซึ่งวิธีครูพักลักจำแบบนี้ก้ได้ทำให้ เอ็นโก ค่อยๆซึมซับสิ่งดีๆมาต่อเนื่อง
โชคดีที่เขาได้นิสัยสงบเสงี่ยมเจียมตัวแต่ก็ขยัน อดทน และไม่ปริปากบ่นง่ายๆมาจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นชาวแคเมอรูนที่อพยพมาอยู่ในปารีส ตั้งแต่อายุ 20 ปี เพื่อเรียนวิชาช่างรถยนตร์ก่อนจะได้พบกับภรรยาชาวปารีเซียงซึ่งมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจของบริษัททางตอนใต้ของฝรั่งเศส (ด้วยคำขอของเอ็นโก ทำให้เราไม่สามารถจะเปิดเผยชื่อของเขาทั้งสองได้)
จากนัั้นในวัยเพียง 12 ปี เจ้าหนู เอ็นโก ก็ได้มีโอกาสเข้าอคาเดมี่ของเปแอสเช โดยที่ต้องจากพ่อและแม่ในบ้านสุดหรูทางตอนเหนือของกรุงปารีส เพื่อที่จะมาอยู่กับทีมฟุตบอลตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์
“ช่วงนั้นเป็นอะไรที่ครอบครัวของผมทำใจลำบากมาก โดยเฉพาะแม่” เอ็นโก เล่าย้อนถึงความหวัง “แต่ผมรู้ว่าผมต้องพยายามทุ่มเทเพื่อที่จะได้มีโอกาส 20 เปอร์เซ็นต์ที่จะประสบความสำเร็จที่ เปแอสเช ซึ่งบางทีโอกาสมันอาจจะน้อยกว่านั้น เพราะมนไม่ง่ายเลย และโค้ชก็ไม่ได้ใจดีกับเรานักด้วย พวกเขาพยายามที่จะกดดันเราตลอดเวลา”
โชคดีที่ความพยายามของเขาสำเร็จ เขาทำผลงานได้น่าประทับใจในทุกระดับ โดยเฉพาะในรายการระดับยู 16 ที่ มงไตกู ในฝรั่งเศส เมื่อ 5 ปีก่อน ที่เขาเป็นคนทำ 2 ประตูในนัดชิงชนะเลิศกับ ญี่ปุ่น และเริ่มทำให้โลกได้รู้จักชื่อของเขา
“ก่อนหน้านี้ เปแอสเช ไม่ค่อยใช้นักเตะดาวรุ่งมกานัก พวกเขาชอบซื้อเข้ามามากกว่า และมนก็ทำให้การแจ้งเกิดที่นั่นยากมาก”เอ็นโก ย้อนความหลัง “แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปสำหรับผม”
ที่ลิเวอร์พูล เขาแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถทำประตูคู่แข่งทีมไหนก็ได้ทั้งนั้น เหมือนประตูปิดท้ายที่ทำให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะแมนฯยูไนเต็ดได้ 2-0 ที่แอนฟิลด์ เมื่อฤดุกาลที่แล้วก็เป็นหนึ่งในประตูที่เขาชอบมากที่สุด
“ผมได้ลงสนามไปและก็มีความกดดันอยู่ แต่ว่าเมื่อผมทำประตูได้ในช่วงท้ายเกมมันก็ทำให้แฟนๆทุกคนผ่อนคลาย และผมก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาจนได้” นอกเหนือจากประตูในดวงใจของเอ็นโกลูกนี้ ประตูที่ยิงอาร์เซนอล ในเกมเปิดฤดูกาลนี้ รวมถึงลูกโหม่งในเกมกับแอสตัน วิลล่า ก็นับเป็นตัวอย่างที่ดีได้เช่นกัน
“ทุกประตูมีความสำคัญในตัวของมันเอง” เอ็นโก กล่าวได้คมดีทีเดียว
เวลานี้โอกาสที่เขาจะได้ลงเล่นและทำประตูมีมากขึ้นเพราะ รอย ฮอดจ์สัน ตัดสินใจที่จะปรับมาใช้ระบบกองหน้า 2 คน ซึ่งแตกต่างจากช่วงของ ราฟา เบนิเตซ ที่จะใช้กองหน้าแค่คนเดียว “ผมคิดว่าเราทำได้ดีทีเดียวในระบบนี้ ผมคิดว่าเราเล่นได้ดีขึ้นโดยเฉพาะการผ่านบอลและเราก็มั่นใจขึ้นด้วย มันเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น และนี่ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกนั้น”
การเข้าคู่กันระหว่ง ตอร์เรส และ เอ็นโก มันจะเหมือนกับคู่ของ จอห์น โตแช็ก กับ เควิน คีแกน หรือ เอียน รัช กับ เคนนี่ ดัลกลิช หรือเปล่านะ?
“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” เอ็นโก ตอบอย่างมั่นใจทีเดียว แต่มันก็ดูเหมือนว่าระหว่างการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ ครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เราเจาะเข้าถึงความคิดและตัวตนของกองหน้าคนนี้มากนัก เขาดูไม่มีความคิดที่อยากจะเป็นสตาร์ดังในฐานะคู่ขาของตอร์เรส ดูบ้างเลย
กำแพงยังหนาและแข็งแกร่งสำหรับกองหน้าผู้ต้องการรักษาตัวตนของตัวเองเอาไว้
“เวลที่อยู่ในทีมเราก็ต้องปรับตัวเข้ากับคนอื่นเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของทีม แต่สำหรับผม ผมแค่อยากจะเป็นตัวของตัวเอง” เขากล่าว “แต่ผมก็ไม่อยากจะคิดถึงเรื่องของการเป็นคู่หูของกองหน้าคนอื่น ผมแค่อยากจะเป็นตัวของตัวเอง ผมเล่นกับเฟร์นานโด หรือใครก็ได้ทั้งนั้น สำหรับผมสิ่งสำคัญนั้นขอแค่ให้ได้ลงเล่นทุกสัปดาห์ และแสดงให้เห็นว่าผมสามารถทำอะไรได้บ้าง”
ความเชื่อมั่นลึกๆในตัวเองเช่นนี้เองที่ทำให้ เอ็นโก ปฏิเสธคำเชิญของทีมชาติแคเมอรูน ที่อยากจะดึงตัวเขาไปเล่นฟุตบอลโลก 2010 แม้จะเป็นคำเชิญจากอดีตนายเก่า ปอล เลอ กูเอ็น ก็ตาม
“พ่อของผมเป็นคนแคเมอรูน และผมก็สามารถจะเล่นให้พวกเขาได้ แต่ผมก็อยากจะรอไปก่อน ผมยังไม่ได้คุยกับ โลร็องต์บลองก์ ดังนั้นผมก็ไม่รู้ว่าผมจะมีโอกาสได้ลงเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสแค่ไหน”
ดูๆไปแล้วจังหวะชีวิตการตัดสินใจของเขาไม่ได้เร่งรีบเหมือนชื่อยาสระผมยี่ห้อดังนัก
มันดูจะเป็น “Wait, not go” มากกว่า
และดูๆแล้วมันก็เป็นการรอที่คุ้มค่าไม่ว่าจะสำหรับ โลร็องต์ บลองก์ หรือ รอย ฮอดจ์สัน ก็ตาม
ชีวิตด้านอื่นๆของเอ็นโก
ผมไม่ค่อยออกไปนอกแฟลตของผมในย่าน อัลเบิร์ต ด็อก มากนัก แต่ว่าผมก็เป็นคนนึงที่ชอบดูหนังมาก ซึ่งถ้าจะถามหาเรื่องที่ผมชอบเมื่อปีกลายก็ต้องบอกว่าเลือกยากมาก แต่ผมเป็นคนชอบหนังอิงประวัติศาสตร์ และเรื่อง “กลาดิเอเตอร์” ก็เป็นหนึ่งในเรื่องโปรดตลอดกาลของผม”
ตัวเลขกับเอ็นโก
78 : จำนวนนัดที่ลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ย้ายมาจาก ปารีส แซงต์แชร์แมง ในเดือน ก.ค. 2008 ด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ แต่ได้ลงเป็นตัวจริงแค่ 35 นัดเท่านั้น
19 : จำนวนประตูที่ยิงให้กับลิเวอร์พูล และตอนนี้เขายิงได้ 8 ประตูเท่ากับจำนวนที่ยิงได้ทั้งฤดูกาลที่แล้ว โดย 5 ในนั้นเป็นการยิงในยูโรป้า ลีก 2 ในพรีเมียร์ลีก และอีกลูกในคาร์ลิ่ง คัพ
20 : จำนวนนัดที่ติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี
17 : ปีที่เขาแจ้งเกิดในทีมปารีส แซงต์ แชร์แมง
|