
บทวิเคราะห์ที่มีต่อเกมนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก นั้นมีมากมายครับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เหล่า Football Pundit หรือ “กูรู” ต่างจะร่วมวงลงสนามแสดงภูมิปัญญากันในวาระโอกาสที่พิเศษแบบนี้
อลิสแตร์ มาโกแวน ทีมงานนักวิเคราะห์จาก BBC Sport ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่แสดงทัศนะที่ผมดูแล้วน่าสนใจ และอยากหยิบมาฝากกันก่อนจะถึงเกมนัดหยุดโลกคืนนี้
อลิสแตร์ กล่าวเปิดในบทวิเคราะห์ขนาดยาวกำลังดีใน BBC Football ว่าในเกมนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก ที่สนามเวมบลีย์ (ซึ่งผมพลาดการได้ตั๋วนัดชิงที่ขอไปกับทางยูฟ่า ตามความคาดหมาย ฮ่าๆ) หัวใจสำคัญของเกมอยู่ที่ ...
การช่วงชิงพื้นที่แดนกลางครับ ซึ่งก็เหมือนจุดชี้ขาดของเกมนัดชิงเมื่อปี 2009 ที่จบลงด้วยชัยชนะเหนือชั้นของขุนพลอาซูลกราน่า (บลาอูกราน่าก็ได้) บาร์เซโลน่า
ว่ากันว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจบเกมนัดชิงที่สตาดิโอ โอลิมปิโก เซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสัน กัดฟันกรอดๆบ่นถึงวิธีการที่จะหยุดยั้งโคตรทีมมหากาฬของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ให้ได้หากได้มีโอกาสแก้มือกันอีกครั้ง
ไม่ว่าจะด้วยวาจาพระร่วงหรือมันเป็นเส้นทางของสุดยอดทีมที่จะได้โอกาสกลับมาประมือกันอีกครา เวลานี้เซอร์อเล็กซ์ ได้โอกาสนั้นเรียบร้อยแล้ว
และนี่น่าจะเป็นคำตอบที่อลิสแตร์ เชื่อว่าเฟอร์กี้ จัดวางกลหมากทั้งหมดด้วยอารมณ์ “ทุ้มอยู่ในใจ”
การจัดตัวและระบบการเล่น
ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ คือคนที่ขาดหายไปในนัดชิงเมื่อ 2 ก่อนจากการต้องโทษแบน ซึ่งอลิสแตร์ มองว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกมแดนกลางของแมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นง่อยต้องโดน บาร์ซ่า ต้อนเข้ามุมอย่างเดียว
ครั้งนั้นแดนกลางผีแดงประกอบไปด้วย อันแดร์สัน, ไมเคิล คาร์ริค และไรอัน กิ๊กส์ ในระบบ 4-3-3
การอัดมิดฟิลด์เข้าแดนกลางนี้เฟอร์กี้ ใช้เพื่อต่อกรแบบหมัดต่อหมัดกับแดนกลางและทีมเวิร์คของบาร์ซ่า แต่พลันที่เสียประตูไป นักเตะบาร์ซ่า ก็ดึงเกมเข้าทางตัวเองด้วยการผ่านบอลไปมา เคาะบอลป๊อกแป๊ก โดยใช้ เมสซี่ ที่ถอยตัวเองลงมาต่ำเป็นตัวขับเคลื่อนเกม
นั่นทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้แบบหมดรูป
สำหรับครั้งนี้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในทีมบาร์ซ่าบ้าง ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้เล่นใหม่อย่าง เปโดร โรดริเกวซหรือดาวิด บีญ่า แต่แดนกลางนั้นยังใช้ระบบเดิมโดยมี ชาบี้ เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสต้า และเซร์จิโอ บุสเกตส์ลงประจำการเหมือนเดิม
รูปแบบการเข้าทำอาจต่างไป แต่หัวใจในเกมของบาร์ซ่า ยังคงเหมือนเดิม และพวกเขาก็เจ๋งพอที่จะไม่ต้องคิดให้หนักหัวในการต้องวางกลหมากรับมือคู่แข่งให้ปวดหัวเหมือนที่แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องทำ
บาร์ซ่า จะเล่นตามสไตล์เดิมและสไตล์เดียวของพวกเขา
ดังนั้นมันเป็นหน้าที่ของแมนฯ ยูไนเต็ด เองที่จะหาทางรับมืออย่างไร
เชื่อกันว่าครั้งนี้ เฟล็ตเชอร์ ฮาร์ดแมนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอกในเรื่องของการทำลายเกมฝั่งตรงข้ามด้วยพลังความแข็งแกร่งในร่างกาย น่าจะได้รับบทเด่นแน่นอน ในการยืนคุมแดนกลางร่วมกับ ไมเคิล คาร์ริค และ ไรอัน กิ๊กก์ส โดยมีตัวริมเส้นที่ทรงพลังอย่าง ปาร์ค จี ซอง และ อันโตนิโอ วาเลนเซีย ยืนประจำการ
คนสำคัญอีกคนคือ เวย์น รูนี่ย์ ที่จะยืนเป็นตัวอิสระว่างพล่านไปทั่วตามความถนัด
ในนัดชิงปี 2009 รูนี่ย์เองไม่ได้รับบทเด่นอะไรเพราะถูกโยกไปเล่นทางริมเส้นทำให้เล่นไม่ออก ขณะที่ครั้งนี้ เขาจะได้โอกาสวิ่งพล่านไปทั่วสนามแบบไม่มีกรอบใดๆ เนื่องจากในแนวรุกนั้นฝากให้กับ ฮาเวียร์ “ชิชาริโต้” เอร์นานเดซ ได้อย่างสบายใจ
ถ้า “หมูป่า”อย่างรูนี่ย์ พล่านได้เรื่องช่วยเบรกการขึ้นเกมแดนกลางที่จะเชื่อมระหว่างแนวรับกับแดนกลางโดย บุสเกตส์ได้ ก็จะเป็นการชะลอการขึ้นเกมของบาร์ซ่าไปอีกจังหวะ และยังเป็นการเปิดประตูให้ ชิชาริโต้ ได้สร้างปัญหาให้กับคาร์เลส ปูโญล และเกราร์ด ปิเก้ ได้ง่ายขึ้นด้วย
อีกแผนที่อาจเป็นไปได้คือการอัดมิดฟิลด์เข้ามารวดเดียว 5 คน และทิ้ง รูนี่ย์ ไว้คนเดียวในแดหน้า
ทั้งหมดนี้มันอยู่ที่การตัดสินใจของเฟอร์กี้เอง เพราะหนทางเดียวที่จะเอาชนะบาร์ซ่า ได้จะต้องเริ่มจากการทำลายเกมด้วยการหยุดฟันเฟืองต่างๆให้ครบทุกตัว
ถ้าทำได้ก็มีโอกาสชนะ
เกมรับกับการป้องกันพายุบุแคมของบาร์ซ่า
อลิสแตร์ เชื่อว่าเซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสัน ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับอย่างเจียมตัวว่าพวกเขาสู้บอลคอนโทรลของบาร์ซ่าไม่ได้ และมันย่อมมีช่วงเวลานาทีที่นักเตะชุดเลือดหมูจะขึงพืดไล่ต้อนพวกเขาอย่างแน่นอน
อาร์เซนอล เจ้าบอลคอนโทรลแห่งอังกฤษ เมื่อเจอต้นตำหรับตัวจริงอย่างบาร์ซ่า ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาครองบอลได้เพียงแค่ 39% เท่านั้น แม้ว่าที่สุดแล้วจะเอาชนะได้ 2-1 ก็ตามในเกมแรกที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม
“ลา มาเซีย” สถาบันลูกแห่งของบาร์ซ่า ได้สอนให้ศิษย์สำนักนี้รักที่จะผ่านบอลให้กับเพื่อนมากกว่าการเคลื่อนที่ไปพร้อมกับบอลเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ไม่ว่าจะเป็นชาบี้, อิเนียสต้า หรือบุสเกตส์ เมื่อได้บอลแล้วสิ่งแรกที่พวกเขาจะทำโดยสัญชาติญาณคือการผ่านบอลให้เพื่อน ไม่ว่าจะจังหวะแรกหรือจังหวะสอง
ดังนั้นสิ่งที่เฟอร์กี้ ต้องกำชับลูกทีมให้จงมั่นคืออย่าได้เสียพลังงานเปล่าประโยชน์ไปกับการวิ่งไล่ตามลูกบอลของบาร์ซ่า ที่ไม่มีทางไล่ตามทัน
ปิดพื้นที่บางจุดที่สำคัญ - นั่นคือสิ่งที่ควรกระทำมากกว่า
และกุญแจสำคัญคือการตัดเส้นทางลำเลียงจาก บุสเกตส์ ไปถึงเมสซี่ให้ได้ เพราะการปล่อยให้เมสซี่ เอาบอลมาเล่นได้ก็เหมือนการเผชิญหน้ากับยมทูตที่พร้อมตวัดคมเคียวแห่งความตายให้แดดิ้น
“ตัวอย่างที่ได้เห็นกันในเกมที่ อาร์เซนอล โดนบาร์ซ่า ไล่ต้อนข้างเดียวในครึ่งแรกของเกมที่เอมิเรตส์ คือการที่ อเล็กซานเดอร์ซง ไม่รู้ว่าจะหาทางหยุดบอลลำเลียงของบาร์ซ่าได้อย่างไร เพราะการเคลื่อนที่ของ เมสซี่ นั้นเหนือชั้นกว่าทำให้ ซง ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้าประกบเมื่อไหร่” ลี ดิ๊กซั่น อดีตแบ็กขวาในตำแหน่งแบ็กโฟร์ของกันเนอร์ส ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์ให้กับบีบีซี ร่วมแสดงความเห็น
อีกแผนที่ถูกพูดถึงกันมากคือการ “บีบสูง” เหมือนที่ เรอัล มาดริด ใช้ในเกมลา ลีกา เมื่อ 16 เม.ย. ที่จบลงด้วยการเสมอกัน 1-1 (แบบไม่น่าประทับใจเลย)
แต่แผนนี้ถ้าบีบได้ไม่ดีและเร็วพอ มันจะเป็นการเปิดช่องว่างในพื้นที่ระหว่างแบ็กกับเซนเตอร์ฮาล์ฟ และเปโดร กับบีญ่า ก็เก่งพอที่จะเล่นงานกองหลังทุกคนในโลกอยู่แล้ว
ตรงนี้จึงต้องย้อนกลับไปถึงการดวลกับระหว่าง รูนี่ย์ กับบุสเกตส์อีกครั้งว่าจะ“เอาอยู่” หรือไม่?เพราะในเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ด พบกับอาร์เซนอล รูนี่ย์ ก็เอาซง ไม่อยู่เหมือนกัน

จาก “รับ” เป็น “รุก”
หนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุดที่แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องซักซ้อมมาให้ดีในเกมนัดชิงวันเสาร์นี้คือการที่พวกเขาต้องทำให้ดีที่สุดในทุกครั้งที่สามารถตัดบอลกลับมาได้
ห้ามเสียบอลง่ายๆเด็ดขาด!
อันที่จริงพวกเขาก็เคยเจอฝันร้ายมาแล้วเพราะการเสียบอลง่ายๆ จากการเคลียร์บอลไม่ขาดของ ปาทริซ เอวร่า ที่ไปเข้าเท้า ชาบี้ และสุดท้ายก็เป็น เมสซี่ ที่จบสกอร์เป็นประตูแรกในนัดชิงเมื่อปี 2009
และสำหรับบาร์ซ่าเอง พวกเขาก็เป็นทีมที่พร้อมจะชิงบอลกลับมาอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่เสียบอลด้วย เรียกว่าเป็นแท็คติกส์การเล่นที่สุดยอดและสมบูรณ์อย่างแท้จริง
เรื่องนี้มันมี “เคล็ดลับ”ครับ!
สตีฟ แม็คลาเรน เผยถึงความลับดำมืดในแท็คติกส์การเล่นที่เหนือชั้นของบาร์ซ่า ที่ได้รับการเปิดเผยโดยปรมาจารย์แห่งคาตาลันเองอย่าง โยฮัน ครอยฟ์ ว่าการที่นักเตะบาร์ซ่า สามารถบี้ตัดบอลได้เร็วขนาดนั้นเกิดจากการที่พวกเขาไม่เคยอยู่ห่างบอลเกินกว่า 10 หลาเลย
ที่อยู่ห่างไม่เกิน 10 หลา เพราะระบบการเล่นของบาร์ซ่า บังคับให้นักเตะทุกคนผ่านบอลในระยะไม่เกิน 10 หลา
นั่นทำให้นักเตะบาร์ซ่า เข้า “รุม”แย่งบอลได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
ขณะเดียวกัน แมนฯยูไนเต็ด แม้จะไม่ได้ถูกสั่งสอนให้เข้าแย่งบอลรวดเร็วเหมือนบาร์ซ่า ที่ถูกฝังชิปหรือสอนจนระบบการเล่นซึมลึกเข้า “ดีเอ็นเอ” พวกเขาก็ต้องพยายามทำให้ได้ใกล้เคียง
อย่างน้อยที่สุดก็ต้องฟิตพอที่จะวิ่งสู้ฟัดและไล่ปิดพื้นที่สำคัญให้ได้ทันก่อนที่จะโดนเจาะ
และเหนือไปกว่านั้นคือพวกเขาต้องเร็วและแม่นพอที่จะวางบอลยาวเปลี่ยนจากรับเป็นรุกให้ได้เร็วที่สุด
เรื่องนี้ ลี ดิ๊กซั่น ให้ความเห็นว่านักเตะแดนกลางของยูไนเต็ด ฟิตและมีพลังมากพอที่จะหยุดบาร์ซ่าได้ ขณะที่ในเกมรุกพวกเขามี “รถด่วน” อย่าง ปาร์ค และวาเลนเซีย ที่พร้อมจะควบเอาบอลไปเองอยู่แล้ว
พวกเขาจึงต้องการคนที่จะทำ “คุม”จังหวะการเล่นของทีมว่าจะครองบอลเมื่อไหร่ หรือจะเปลี่ยนเกมเร็วเมื่อไหร่
และนั่นคือบทบาทสำคัญของคนที่มีประสบการณ์และฝีเท้าที่เหนือชั้นที่สุดในทีมอย่าง กิ๊กส์ที่จะเป็นคนกำหนดจังหวะในการเล่นของทีมเหมือน “เมโทรนอม”
จู่โจมจุดอ่อนของบาร์ซ่า
ปัจจัยสำคัญสุดท้ายที่จะนำไปสู่ชัยชนะของแมนฯ ยูไนเต็ด คือการหาทาง “เล่นงาน” บาร์เซโลน่า ให้ได้ ซึ่งมันจะต้องเป็นสิ่งที่ต่อยอดมาจากการหยุดเกมรุกของเหล่าอาซูลกราน่าให้ได้ก่อน
ถ้าหยุดเกมรุกได้ สามารถพลิกเกมจากรับเป็นรุกได้ สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาต้องทำก็คือการหาทางปล่อยหมัดเด็ดเข้าปลายคางของบาร์ซ่า
ตรงนี้จะเป็นบทของสองตัวริมเส้นอย่าง ปาร์ค และวาเลนเซีย หรือนานี่ ที่จะต้องเล่นงานแบ็ก 2 ของของบาร์ซ่า ที่ดูจะเป็นจุดอ่อนที่สุดของพวกเขา
ดาเนี่ยล อัลเวส และเอริค อบิดัล ครบเครื่องในเกมรุกและเป็นส่วนผสมสำคัญของบาร์ซ่า แต่การขยันเติมเกมอย่างไม่หยุดหย่อนของพวกเขามันก็เป็น “ดาบสองคม” ที่พร้อมจะเป็นบ่อน้ำมันให้คู่แข่งขุดเล่นได้เหมือนกัน
ถ้าพอล สโคลส์ ได้โอกาสลงสนาม รับประกันขนมกินได้ว่า ดาเนี่ยล และอบิดัล ต้องวิ่งลิ้นห้อยเพื่อลงมาช่วยไล่กวดหลังโดนวางบอลตัดหลังแบ็กแน่นอน - ดิ๊กซั่น มั่นใจในจุดนี้
และสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด พวกเขาก็ดูจะถนัดในการจู่โจมริมเส้นเป็นพิเศษ เพราะนอกจากรถด่วนอย่าง ปาร์ค หรือวาเลนเซีย นักเตะอย่าง รูนี่ย์ และ นานี่ ก็ชอบลากตัดจากริมเส้นเข้าในเพื่อหาโอกาสทำประตูเสมอ
จุดอ่อนอีกประการของบาร์ซ่า คือยามที่พวกเขาเสียบอลโดนโต้กลับมาแล้วรู้สึกว่าอันตราย มันจะมีการฟาวล์ตัดเกมที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของทีมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเสียใบเหลือง-แดง หรือการเสียฟรีคิกระยะอันตรายที่อาจเป็นโอกาสของคู่แข่งในการทำประตู
แมนฯ ยูไนเต็ด มีตัวยิงฟรีคิกดีๆหลายคน ไม่ว่าจะเป็น กิ๊กส์, นานี่ หรือรูนี่ย์
เรียกว่าจุดอ่อนของบาร์ซ่า ก็ดันเป็นจุดแข็งของแมนฯ ยูไนเต็ด พอดีเหมือนกัน
สิ่งสำคัญที่สุดของที่สุดที่แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องมีคือพวกเขาต้องพก “หัวใจ”ลงสนามด้วย ไม่ใช่ลงเล่นด้วยความหวาดหวั่น
การสยบทีมอย่างบาร์ซ่า มันอาจจะยากเกินจินตนาการ คล้ายการที่มนุษย์จะต้องต่อกรกับเหล่ากองทัพย์ “ดีเซปติคอน” จากนอกโลก ที่แลดูจะไม่ค่อยเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงก์
แต่ไม่มีใครที่แพ้ไม่เป็น ต่อให้เป็นโคตรทีมที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ตาม


Exclusive! เผยแผน B ถ้าผีตามหลัง
นอกเหนือจากอลิสแตร์ แห่ง BBC แล้วมาร์ค อ็อกเดน แห่ง Daily Telegraph ก็ร่วมวิเคราะห์ได้น่าสนใจครับสำหรับแท็คติกส์ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะใช้ในเกมนี้
แพลน A ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่มาร์ค มั่นใจคือระบบการเล่นแบบ 4-4-2 โดยที่แดนกลางจะเป็น กิ๊กส์ ยืนคู่กับคาร์ริค และมีปาร์ค กับวาเลนเซีย ช่วยเกมริมเส้นรุกและรับไปพร้อมกับเอวร่า และฟาบิโอ
โดยตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เฟอร์กี้ ได้ซักซ้อมลูกทีมเป็นอย่างดี โดยในการซ้อมนั้นได้มีการ “จำลอง” ให้ นานี่ เลียนแบบเป็น เมสซี่ และให้ ไมเคิล โอเว่น เล่นบทเป็น ดาวิด บีญ่า เพื่อซ้อมรับมือกับบาร์ซ่า อย่างดีที่สุด
ที่สำคัญคือในการซ้อมสนามใหญ่ 11 คน เฟอร์กี้ ได้จำลองสถานการณ์หากพวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน ก็จะมีการปรับหมากมาใช้ระบบการเล่นแบบ 3-4-3 แทน
โดยจะถอดปาร์ค ออกมาให้ คริส สมอลลิง ลงไปยืนเซนเตอร์ 3 คนร่วมกับ วิดิช และริโอ แล้วดัน เอวร่า และฟาบิโอ ไปประจำเกมริมเส้น โดยในแนวรุกมี รูนี่ย์ ชิชาริโต้ และวาเลนเซีย จู่โจมแนวรับของบาร์ซ่า
นี่คือแพลน A และ B ที่เฟอร์กี้ ได้กำหนดเอาไว้เรียบร้อยในใจ
ได้ผลหรือไม่ยังไม่มีใครรู้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็แสดงให้เห็นว่างานนี้ผีแดงคงไม่ยอมง่ายๆเหมือนเดิมแน่!
|