วันนั้น ...
“El Nino” หรือ “The Kid” คือกองหน้าที่ทำให้กองเชียร์ “อัตเลติ” มาดริด ต้องเจ็บปวดที่สุดกับการเห็นกัปตันทีมอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ตัดสินใจอำลาสโมสรที่เขาเกิดมาเพื่ออยู่และเติบโตเป็นตำนาน ไปสวมเสื้อสีแดงเพลิงของลิเวอร์พูล แทนในปี 2007
เฟร์นานโด ตอร์เรส มาพร้อมกระแสข่าวลือมากมายโดยเฉพาะเรื่องรอยสัก You’ll Never Walk Alone (ที่ผู้เขียนก็ลืมไปแล้วว่าตกลงมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า? จำได้ว่าเคยเห็นภาพ แต่ไม่มีคำยืนยันว่าเป็นของจริง) และเสียงเล่าอ้างถึงดาวยิงพรสวรรค์สูงสุดคนหนึ่งของวงการลูกหนังสเปน
ไม่แปลก - ตอร์เรส ทำให้ “เดอะ ค็อป” ได้ตื่นเต้นกับกองหน้าหมายเลข 9 ที่หายไปนานที่แอนฟิลด์ ตอร์เรส ยิงไปกว่า 18 ประตูจาก 25 นัดแรกในพรีเมียร์ลีก ผนึกกำลังกับสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด จนทำให้หลายคนคาดหวังว่าเขาจะกลายเป็นฮีโร่ที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ปลดเปลื้องอาถรรพ์ที่จองจำอดีตทีมหมายเลขหนึ่งของอังกฤษ มานานร่วม 20 ปี
วันนี้ ...
ทุกคนก็รู้ดีว่า ตอร์เรส ทำไม่สำเร็จกับลิเวอร์พูล และสภาพทีมที่ตกต่ำลงอย่างไม่อยากเชื่อสายตาจากทีมที่เคยไล่กวดกับแมนฯยูไนเต็ด เกือบตลอดฤดูกาลกลายเป็นทีมอันดับ 7 ที่ไม่ได้เล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
ไม่ต้องคิดถึงเรื่องคำสัญญาที่ถูกบิดพลิ้ว (และไม่มีใครบอกได้นอกจาก เปเป้ เรน่า ที่เผยเรื่องนี้คนแรก) ตอร์เรส ตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายออกจากแอนฟิลด์ทันทีแบบปี่ไม่ทันดัง ขลุ่ยไม่ทันร้อง ด้วยสถิติค่าตัวกว่า 50 ล้านปอนด์ในวันสุดท้ายของตลาดการซื้อขายฤดูหนาวในเดือน ม.ค. 2011 ที่ผ่านมา
วันเดียวกับที่ ลิเวอร์พูล ยืนยันการเซ็นสัญญาหลุยส์ ซัวเรซ และเป็นวันเดียวกับที่นักข่าวต้องไล่เช็คข่าวกันให้วุ่นทุกทาง มีกระทั่งข่าวนักฟุตบอลขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกมาลวง (แต่สุดท้ายทั้งตอร์เรส และแอนดี้ แคร์โรลล์ ก็ได้ย้ายจริง!)
ตอร์เรส ทิ้งอดีตอันหอมหวานและสถานะระดับ “ฮีโร่” ที่แอนฟิลด์ไว้เบื้องหลังโดยไม่คิดมองย้อนกลับไปอีก ชีวิตของเขาต้องการจะก้าวไปข้างหน้า ความกระหายที่จะคว้าแชมป์ในระดับสโมสรให้ได้ยังรุนแรงและเร่าร้อน
เชลซี คือทีมที่จะเติมเต็มความปรารถนาของเขาได้
นาทีนี้ ...
ทุกคนก็รู้ว่า ตอร์เรส ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ซึ่งความจริงลางบอกเหตุมันเริ่มตั้งแต่ในฟุตบอลโลก 2010 ที่เขาเริ่มจะเล่นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ความเร็วประดุจเสือดาวผู้ปราดเปรียวไม่มีให้เห็นอีก ซึ่งอาจเป็นผลจากอาการบาดเจ็บซ้ำซ้อนอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ที่หายไปยิ่งกว่าคือลีลาเฉียบขาดบาดใจ ความมุ่งมั่นขยันทุ่มเท เลือดนักสู้บู๊ไม่ถอย และสำคัญที่สุดคือ “จมูกของเพชฌฆาต”ที่ดูไร้แววจะกลับมา
25 นัดแรกในพรีเมียร์ลีกของตอร์เรส กับสีเสื้อน้ำเงินเข้มเขาทำได้เพียงแค่ 3 ประตูเท่านั้น
อันที่จริงตัวเลขสถิตินั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบที่ถูกต้องเสมอไป
แต่สำหรับกรณีของ “เอล นินโญ่”
บางทีเราอาจเข้าใจได้ว่าทำไม โรมัน อบราโมวิช อาจไม่เก็บกองหน้าไร้สมรรถภาพคนนี้ไว้ให้เสียข้าวสุกอีกต่อไปในอนาคตอันใกล้
ลองไปดู Infographic จาก Telegraph.co.uk กันครับ ...


|