ในยุคนี้หากจะให้นึกถึงชื่อของกองหลังที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในโลก แน่นอนว่าชื่อของ เกราร์ด ปิเก้ คือหนึ่งในสุดยอดภูผาหินที่ใครหลายคนย่อมคิดถึง
ด้วยความแข็งแกร่งทางสรีระร่างกาย ความคล่องแคล่วว่องไว การอ่านเกมที่เฉียบขาด ทักษะการเล่นกับบอลที่เหนือชั้นกว่ากองหลังทั่วไป และยังมีความกล้าหาญไม่เคยกลัวใคร ทำให้ ปิเก้ เป็นหนึ่งในกองหลังที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในเวลานี้ว่าเป็นกองหลังในสไตล์ที่สมบูรณ์แบบ แม้จะอยู่ในวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น
และแม้จะเพิ่งเริ่มต้นชีวิตลูกหนังได้ไม่ถึงครึ่ง แต่ปิเก้ กวาดแชมป์มาแล้วมากมายเหนือยิ่งกว่า ลิโอเนล เมสซี่ ราชาลูกหนังโลกเสียอีกเพราะนอกจากจะกวาดแชมป์ระดับสโมสรทุกรายการกับบาร์เซโลน่า ปิเก้ ยังคว้าแชมป์โลกมาครองแล้วด้วย
นี่ยังไม่นับความสำเร็จทางหัวใจที่กระชากอีสาวสะโพกทอร์นาโดอย่าง “ชากิร่า” มาเป็นหวานใจ (แถมมีข่าวสุดฮือฮาว่ามีคลิป “สโม๊คกี้ไบท์” เตรียมหลุดด้วย!!!)
วันนี้เราจึงถือโอกาสอัญเชิญกองหลังสุดฮอตคนนี้มานั่งพูดคุยกันสบายๆในหลากหลายประเด็นครับ
สวัสดีเกราร์ด คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมในทีมของ FIFA/FIFPro อีกแล้ว? (เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน)
ปิเก้ : ผมรู้่สึกเป็นเกียรติมากที่ได้อยู่ร่วมกับทีมที่เก่งที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นคือการที่ทีมชุดนี้ได้รับการเลือกจากบรรดาผู้เล่นด้วยกัน ซึ่งย่อมรู้ดีว่าใครคือคนที่เก่งที่สุด
การได้รับคัดเลือกดังกล่าวเป็นการปิดฉากปีที่ดีอีกครั้งสำหรับคุณ เพราะบาร์ซ่า กวาดแชมป์เกือบทุกรายการที่ลงแข่ง ถามจริงๆมีเคล็ดลับเบื้องหลังความสำเร็จอะไรหรือเปล่า?
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไงครับ ตั้งแต่เขากลับมาที่สโมสรแห่งนี้ เขาก็ทำให้เรากลับไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดมาโดยตลอด ต้องให้เครดิตกับวิสัยทัศน์ในเกมลูกหนังของเขา และวิธีที่เขากระตุ้นพวกเรา เรากวาดแชมป์ได้เกือบทุกรายการในปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ผมพอใจและภูมิใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมทำได้กับสโมสรในบ้านเกิดของผม และเป็นทีมเดียวที่ผมเชียร์มาตั้งแต่เด็ก
งั้นขอถามเรื่องของเป๊ปต่อ คุณพอจะเผยได้ไหมว่าอะไรที่ทำให้เขากลายเป็นโค้ชที่พิเศษขนาดนี้?
ด้านหนึ่ง เขามองฟุตบอลในทางที่ไม่เคยมีใครมองมาก่อน อีกด้านเขาก็เป็นคนที่สามารถอธิบายแนวคิดของเขาได้ดียิ่งกว่าใคร ในวงการนี้มีโค้ชจำนวนมากที่อาจจะบอกเราแค่ให้ขยับไปทางซ้าย หรือเคลื่อนไปทางขวา แต่เขาจะคอยบอกเหตุผลกับเราด้วยว่าทำไมเราต้องทำแบบนั้น ซึ่งมันจะทำให้เราเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถึงหน้าที่ที่เราจะต้องทำ และการทำแบบนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆทุกวันอย่างไม่รู้ตัว และเริ่มที่จะสามารถตัดสินใจได้เองเวลาเล่นในสนาม และเหนือไปกว่านั้นคือวิธีที่เขากระตุ้นพวกเรา ทีมจำนวนมากที่อาจจะเคยคว้าแชมป์ได้แต่แล้วก็สูญเสียความกระหายไป ในขณะที่เรายังคงกระหายอยู่ตลอดเวลา เราต้องการได้สัมผัสกับความสุขที่จะเกิดขึ้นในเวลาที่เรารู้ว่าเราคือทีมที่ดีที่สุดครั้งแล้วครั้งเล่า เป๊ป ไม่เคยยอมให้เราผ่อนคลาย เขาคุมเราอยู่เสมอ และพยายามจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกจากพวกเราทุกคน
ตอนที่เราคุยกับเป๊ป เขาบอกเราถึงความสำคัญของการดูแลนักเตะให้เหมือนกับเป็นผู้ใหญ่ และทำให้ทุกคนได้รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง
เขาทำให้เรารู้สึกเป็นมืออาชีพมากกว่าเดิม จริงๆมันคล้ายกับว่าเขาให้อิสระเรา แต่ความจริงคือเขาให้อำนาจเราตัดสินใจได้เอง เช่น เขาอาจจะบอกว่า เราอยากจะอยู่ไปแบบนี้หรือ? เราอยากจะเป็นคนเก่งที่สุดและคว้าแชมป์มากที่สุดหรือเปล่า? ทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ทุกคนสามารถอยู่ที่บ้านได้อย่างอิสระในคืนก่อนลงสนาม ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แต่ทุกคนจะต้องรู้ว่าถ้าเล่นได้ไม่ดี ก็จะไม่มีวันได้ลงอีก สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเราเติบโตขึ้นและทำให้เรารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขา และทำให้เราอยากจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ด้วยผลงานที่ดีในสนาม
จริงๆยังมีเรื่องที่คนอยากรู้อีกคือทำไม บาร์ซ่า ถึงสามารถพิสูจน์ตัวเองด้วยฟอร์มระดับสุดยอดในเกมที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ เหมือนอย่างนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือในเกม “กลาสิโก้” กับ เรอัล มาดริด
ผมคิดว่าเราเล่นได้อย่างมหัศจรรย์มากในเกมกับยูไนเต็ด ไม่ใช่แค่ว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดที่ผมได้ลงสนาม แต่มันยังเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเลย โดยไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องของผลการแข่งขันเท่านั้น เพราะนอกจากเราจะชนะแล้วเรายังเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ครองเกมได้ตลอด และสร้างโอกาสได้มากมาย โดยปกติแล้ว ในนัดชิงชนะเลิศคู่ชิงมักจะเล่นด้วยความตึงเครียด หลายๆทีมพยายามจะยิงนำให้ได้และยึดสกอร์ 1-0 ไว้จนจบเกม สำหรับเกมกับ มาดริด มันก็เหมือนกับเจอแมนฯ ยูไนเต็ด นั่นเป็นเพราะเราคุ้นเคยกับการเล่นในเกมใหญ่ที่มีความสำคัญเหมือนนัดชิงแบบนี้ ทีมชุดนี้รู้วิธีที่จะเล่นให้ได้ดีในเกมใหญ่ๆ และมันก็เป็นข้อได้เปรียบที่สร้างความแตกต่างระหว่างการได้แชมป์กับการล้มเหลว
บาร์เซโลน่า มีการปรับระบบมาใช้กองหลัง 3 คนบ่อยขึ้นในฤดูกาลนี้ แนวคิดนี้มาจากไหน และทีมปรับตัวเข้ากับระบบนี้ได้แค่ไหนจนถึงตอนนี้?
เราทดลองตั้งแต่ช่วงพรีซีซั่น ซึ่งเป็นเจ้านายที่คิดไอเดียออกมาได้ เพราะเรารู้สึกว่าหลายๆทีมเริ่มจะคาดเดาเราได้ ทุกคนรู้ดีว่าเราจะเล่นอย่างไร และพยายามจะลงไปอุดตลอดเวลา เบื้องหลังระบบ 3-4-3 ก็คือการที่เราจะสามารถบุกได้หลากหลายมากขึ้น ทำให้เราครองเกมได้มากขึ่น และมันก็ช่วยให้เรามีโอกาสทำประตูมากขึ้นด้วย ซึ่งตั้งแต่ทดลองในช่วงพรีซีซั่น เราก็ต้องพยายามทำความคุ้นเคยกับมันมากขึ้นเมื่อฤดูกาลผ่านไป เพราะมันไม่ใช่ระบบที่เข้าใจได้ง่ายเลย
โดยเฉพาะสำหรับกองหลัง?
กองหลังต้องวิ่งมากขึ้นเยอะ เรียกว่าหลังจบเกมจะรู้ได้เลยว่าเหนื่อยกว่าเดิมมากเพราะเราต้องรับมือกับเกมรุกมากกว่าเดิม ต้องพยายามคุมพื้นที่ตรงริมเส้นด้วย มันเหมือนเป็นการทำโทษพวกเซ็นเตอร์ฮาล์ฟอย่างผม แต่มันก็เป็นเรื่องดีด้วยเหมือนกันเพราะจะทำให้ผมสามารถเล่นได้อย่างหลากหลายมากขึ้น
คุณโชคดีทีเดียวที่ได้ร่วมงานกับ 2 สุดยอดอย่าง เป๊ป และเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พวกเขาต่างกันยอ่างไร?
ต่างกันมาก เฟอร์กี้ เป็นผู้จัดการทีมซึ่งเขาแทบจะไม่ลงมาสนามซ้อมเลย เขาจะอยู่แต่ในออฟฟิสและทำงารหลายอย่างที่แตกต่างออกไป ผมคิดว่าเขาดูเหมือนจะเป็นพ่อของเรามากกว่า อย่างน้อยผมก็ได้รู้ตอนที่ผมย้ายไปร่วมทีมกับเขาตอนอายุ 17 เขาเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการกระตุ้นลูกน้องสูงมาก ช่วงเวลาที่เขาพูดปลุกใจทีมก่อนลงสนามเป็นเรื่องที่น่าขนลุกมาก ส่วนเป๊ป จะใช้เวลาทั้งวันร่วมกับลูกทีมแล้วก็จะใช้เวลาอีกร่วมสิบชั่วโมงในการศึกษาวีดีโอการเล่น ทำให้เขาสามารถเปิดให้เราดูได้เลยว่าคู่แข่งของเราเล่นแบบไหน และเราจะเจาะได้อย่างไร บางทีที่แตกต่างกันก็อาจเป็นเรื่องง่ายๆเพราะ เป๊ป เพิ่งจะเริ่มทำงาน ส่วนเฟอร์กี้ มีประสบการณ์สูงกกว่ามาก
สุดท้ายแล้ว ปี 2011 ที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่ามันเป็นปีที่สุดแสนวิเศษสำหรับพวกคุณ แต่ในปีนี้ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ยังรอพวกคุณอยู่ โดยเฉพาะในลา ลีกา ที่จะต้องเจอกับ เรอัล มาดริด ที่นำโด่งในเวลานี้ และบาร์ซ่า ก็เจอกับงานที่ยากยิ่งขึ้น คุณว่าอย่างไรบ้าง?
ผมคิดว่าการที่เราคว้าแชมป์ได้มากมายอย่างที่ผ่านมามันก็เป็นปัญหาที่ทำให้ทุกอย่างยากขึ้นเหมือนกัน เพราะคู่แข่งทุกทีมจะพยายามเกินร้อย พวกเขาจะคิดว่าการเอาชนะเราได้มันเหมือนการได้แชมป์โลก ยิ่งมีคนเห็นเราเล่นไปทั่วโลกจำนวนมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งโดนเจาะลึกมากเท่านั้น ถึงเราจะพยายามปรับการเล่นและพยายามทดลองอะไรใหม่ๆ แต่ทุกคนก็รู้่ว่าเราเล่นอย่างไร และพวกเขาก็พยายามลงไปอุดในแดนตัวเอง มีกองหลัง 6-7 คนทั้งที่เล่นในบ้านของพวกเขาเอง ส่วนเกมในคัมป์ นู สนามของเราใหญ่กว่า ทำให้มีพื้นที่ว่างมากกว่า และแฟนๆก็ช่วยสร้างแรงกดดันให้คู่แข่งและทำให้อะไรมันง่ายขึ้น เราเองยังขาดโชคด้วยในช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือการพยายามต่อไป ถ้าเราได้ทำ ชัยชนะก็จะตามมาเอง รวมถึงถ้วยแชมป์ด้วยเรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลย |