
น่าเสียดายนะครับสำหรับ “ปืนใหญ่”อาร์เซนอล ที่พลาดท่าพ่ายต่อ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปในสกอร์ที่ถือว่าค่อนข้าง “ขาด” ในเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ของตัวเองเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ในเกมนี้ก็ต้องยอมรับว่าเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กำหนดแท็คติกการเล่นมาได้ยอดเยี่ยมมาก เรียกว่าทุกอย่างเข้าขั้น “สมบูรณ์” แบบตั้งแต่ Game plan ไปจนถึงรายละเอียดของนักเตะแต่ละคนที่ถูกส่งลงไปในสนาม
มีไม่บ่อยนักหรอกครับที่ตัวเฟอร์กี้เองจะออกมาชมกลหมากของตัวเองออกอากาศหลังเกมจบลง นั่นแปลว่ากุนซือชาวสกอตช์ พอใจกับผลงานมันสมองของตัวเองมากที่สามารถสยบคู่รักคู่แค้นอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ ลงได้ในเกมนี้
อีกจุดนึงที่มีผลอย่างมากก็คือฟอร์มเข้าฝักพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายของ เวย์น รูนี่ย์ และ นานี่ โดยเฉพาะคนหลังที่ได้รับเลือกให้เป็นแมนออฟเดอะแมตช์นั้น Henry Winter นักเขียนชื่อดังของอังกฤษ เปรียบเทียบว่าเล่นได้ดุดันราวกับ “เฮอร์ริเคน” อะไรประมาณนั้น
ผมเองก็เห็นด้วยครับว่าถ้า นานี่ เล่นได้แบบนี้ไม่ว่าจะเจอกับแบ็กคนไหนในโลกก็ผ่านได้ทั้งนั้น ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับ แมนฯยูไนเต็ด ที่ดูจะขาดความดุดันริมเส้นแบบนี้ไปมากตั้งแต่ขาด คริสเตียโน่โรนัลโด้ไป
อย่างไรก็ตามครับ ผมกลับไม่เห็นด้วยนักที่มีหลายคนมองว่าเกมนี้อาร์เซนอล แพ้ขาดแบบสู้ไม่ได้เลย และสมควรจะเลิกหวังต่อการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แล้ว
โดยส่วนตัวที่เห็น ผมว่ากันเนอร์ส ค่อนข้างจะอับโชคอยู่ไม่น้อยในเกมนี้ โดยเฉพาะการเสียประตูแรกให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแบบค่อนข้างที่จะโชคร้ายที่ อัลมูเนีย ไม่สามารถปัดป้องลูกงัดของ นานี่ ให้พ้นคานไปได้
ในเกมใหญ่ขนาดนี้ ประตูแรกของเกมมีผลมากครับ เพราะมันสามารถกำหนด “ทิศทาง” ของเกมได้ทันที ซึ่งหลังจากที่ แมนฯยูไนเต็ด ได้ประตูนี้ไป “โมเมนตัม” ที่ดูแล้วน่าจะอยู่กับทางกันเอร์สมากกว่าเล็กน้อยก็ไหลย้อนกลับหมด
สิ่งที่เป็นใจให้กับทีมผีแดงมากขึ้นอีกก็คือเรื่องของ “จังหวะ” ที่นำไปสู่ประตูที่ 2 และ 3 นั้นมาในช่วงเวลาที่ดีมาก โดยลูกที่สองมาหลังจากประตูแรกแค่ 5 นาทีในช่วงที่ อาร์เซนอล กำลังพยายามจะกลับมาสู่เกมให้ได้
ขณะที่ประตูปิดท้ายของ ปาร์ค จี ซอง ก็มาในช่วงต้นครึ่งหลังเรียกว่า “ฝัง” กันไม่ให้คิดกลับมาสู่เกมเลยทีเดียว
อย่างที่บอกครับว่าต้องยอมรับว่าผีแดงวันนี้มาดีจริง แต่ผมก็เสียดายแทนกันเนอร์ส ที่ความจริงก็ไม่ได้ขี้เหร่เลย โอกาสก็มีไม่แพ้กัน ต่างกันตรงที่ “ความเฉียบคม” นั้นสู้ไม่ได้
แต่ถ้าจะให้บอกว่าทีมของ เวนเกอร์ นั้นหมดลุ้นแชมป์ไปแล้วนั้น ผมไม่เห็นด้วยครับ
เส้นทางยังอีกยาวไกลและยังมีเวลามากพอที่จะเกิด “จุดเปลี่ยน” ในฤดูกาลได้ ซึ่งบางทีจุดเปลี่ยนนั้นอาจจะเกิดขึ้นในอีก 2 นัดถัดจากนี้เลย เพราะ อาร์เซนอล ต้องเจอกับ เชลซี ในสัปดาห์หน้าที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนจะเปิดบ้านรับมือ “หงส์แดง”ลิเวอร์พูล ในกลางสัปดาห์ต่อทันที
2 นัดนี้ครับที่จะตัดสินอนาคตทีมของเวนเกอร์ เพราะถ้าพลาดหมดถึงจะพูดได้เต็มปากครับว่า “หลุดวงโคจร”
ในฐานะของคนที่ชอบของสวยๆงามๆ (แฮ่ม!) ผมก็ยังจะแอบเอาใจช่วยกันเนอร์สชุดนี้ต่อไปครับ
โดยเฉพาะในเกมกับ เชลซี ที่นอกจากจะแพ้ไม่ได้แล้วยังต้องชนะสถานเดียวด้วย เพื่อดึงความมั่นใจของทีมกลับมาอีกครั้ง
ส่วนเกมกับหงส์แดงนั้น ถ้ากันเนอร์สมั่นใจมากพอ ผมก็ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาสำหรับพวกเขาครับ
มีเกร็ดเสริมสำหรับควันหลังจากเกม อาร์เซนอล-แมนฯยูไนเต็ด ที่น่าจะมีบางท่านพอทราบว่าเกมนัดนี้เป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลในแบบ 3 มิติเต็มรูปแบบ
โดยการถ่ายทอดสดครั้งนี้เป็นการ“ทดลอง” ของช่อง SkySports ในประเทศอังกฤษ ที่นำ “นวัตกรรม” ใหม่มาสู่วงการฟุตบอล ที่แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเกมในสนามโดยตรง แต่ก็ถือเป็นการนำเสนอความบันเทิงในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อยครับ
งานนี้ถือเป็นการก้าวกระโดดที่รวดเร็วต่อจากการถ่ายทอดสดในแบบความละเอียดสูง(High Definition - HD) ของ Sky ที่ได้รับการตอบรับอย่างสูงในอังกฤษ ซึ่งก็ถือเป็นการก้าวตามเทคโนโลยีอย่างเท่าทัน เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีของโทรทัศน์นั้นก้าวล้ำไปมากแล้ว
จากหน้าจอ LCD สู่ LED และจากเทคโนโลยีแบบ HD ไปสู่ Full HD และในขณะนี้ก็คือ 3D หรือ โทรทัศน์จอ 3 มิติ ที่จะมอบความบันเทิงใน“ประสบการณ์”ที่แปลกใหม่ให้กับผู้ชม
ลองนึกภาพตามนะครับว่า มันน่าจะสนุกขนาดไหนหากเราได้ชมฟุตบอลที่มีมิติราวกับได้อยู่ข้างสนามจริงๆ และได้เห็นช็อตสวยๆ เช่น จังหวะยิงประตูสุดมันที่บอลค่อยๆพุ่งมาตรงหน้าเราก็จะกระแทกตาข่ายดัง “ซวบ”
น่าตื่นเต้นดีนะครับ
ผมเองไม่ได้มีโอกาสดูเกมถ่ายทอดสดคู่นี้แบบ 3 มิติครับ เพราะ Sky ทดลองถ่ายทอดสดในผับจำนวน 9 แห่งเท่านั้นทั่วเกาะอังกฤษ เพื่อดูเสียงตอบรับจากแฟนๆว่าชอบหรือไม่ และควรมีการปรับปรุงจุดใดบ้างหรือเปล่า
จากนั้นจึงจะมีการกระจายการถ่ายทอดสดนี้ไปตามผับต่างๆอีกกว่า 100 แห่งที่ตอบรับเทคโนโลยีนี้
ทั้งนี้แม้ว่าการถ่ายทอดสดแบบ 3 มิตินี้จะไม่ได้เป็นเทคโนโลยีมาตรฐานในครัวเรือนในระยะเวลาอันสั้น แต่เชื่อครับว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า จะต้องมีคนที่ยินดียอมเสียเงินเพื่อประสบการณ์แบบ“พรีเมียม” แน่
ไม่ต่างอะไรจากกระแสความนิยมของภาพยนตร์ Avatar ที่ขึ้นแท่นภาพยนตร์ที่ทำเงินรายได้มากที่สุดในโลกตลอดกาลไปแล้ว เพราะใช้เทคโนโลยีการถ่ายทำแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่เราๆท่านๆก็อยากจะลิ้มลองดูเหมือนกัน
อย่างไรก็ดีกระแสตอบรับจากการถ่ายทอดสด 3 มิตินั้นมีทั้งแง่บวกและแง่ลบครับ
ในแง่บวกนั้นเสียงจากผู้ชมที่ได้มีส่วนกับ “ประวัติศาสตร์” ครั้งนี้ด้วย ค่อนข้าง“ประทับใจ”กับหลายๆช็อต โดยเฉพาะเวลาที่ “โคลสอัพ”ไปใกล้ๆแล้วมันชวนตะลึงมาก
แต่ในแง่ลบนั้นบ่อยครั้งที่ภาพที่ได้จากการมองผ่านแว่นตา 3 มิติ (ที่หน้าตาทันสมัยกว่าแว่นสีแดง-น้ำเงิน สมัยก่อน) ก็แทบไม่แตกต่างจากภาพทั่วไปที่ได้เห็นบนจอแก้วที่บ้าน
ดังนั้นสรุปแล้วความมหัศจรรย์ของการถ่ายทอดสดฟุตบอลแบบ 3 มิติ จะอยู่ที่ “มุมกล้อง” เป็นหลัก ซึ่งคงจะต้องเป็นเรื่องที่ทีมงานจะต้องนำไปทบทวนว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนมุมกล้อง หรือจะมีการเพิ่มกล้องตัวใดเข้าไปเพื่อรองรับสำหรับการถ่ายทอดสดแบบ 3 มิติหรือไม่
แต่อย่างน้อยที่สุดก็ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ และเป็นความพยายามที่จะนำเทคโนโลยีมาตอบสนองความบันเทิงให้แก่ผู้ชมทางบ้าน
จึงสมควรต้องปรบมือให้กับมันสมองและสองมือที่พยายามทำขึ้นมาครับ
|