รับผลและวิเคราะห์ แบบเป็นครั้งค่าบริการ 5 บาท/ครั้ง
www.sportinter.com Mobile *4966 ทีเด็ด มิสเตอร์น็อคโต๊ะ วิเคราะห์วิจารณ์
Columnist
ฟุตบอลมุมป้าน
โดย  ลูกแม่กิ่ง
นักเขียนหนุ่มไฟแรง ขวัญใจแฟนบอล "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มีความรอบรู้ในเรื่องฟุตบอลจากทั่วทุกมุมโลก ผ่านประสบการณ์ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่าง ยูโร 2008 มาแล้ว และเป็นเจ้าของเว็บไซต์ www.scouse.tv e-mail: lookmaeking@hotmail.com
แล้งไร้และใบหญ้า
จากคอลัมน์​ friday and a Koppuccino (www.scouse.tv)

 

เสน่ห์อย่างนึงสำหรับเกมฟุตบอลยุคใหม่อยู่ที่ระบบการคิดคะแนนแบบ 3 คะแนน ที่ทำให้สถานการณ์ในการแข่งขันมีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างง่าย

จากย่ำแย่กลายเป็นยอดเยี่ยม และจากยอดเยี่ยมก็กลายเป็นย่ำแย่ได้เช่นกัน

การกลับมายึดอันดับ 4 ได้อีกครัั้งของ ลิเวอร์พูล นอกเหนือจากฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้นชัดเจนแล้ว ก็ต้องขอบคุณระบบ 3 แต้มด้วยเช่นกันที่ทำให้สามารถกลับมาได้ค่อนข้างเร็วกว่าที่คาดไว้

ก่อนหน้านี้ผมคาดเอาไว้ว่ากว่าที่ ลิเวอร์พูล จะกลับมายึดอันดับ 4 ได้จริงจังน่าจะอยู่ที่ราวปลายเดือน มี.ค. หรืออาจจะล่วงไปถึงเดือน เม.ย. เลยด้วยซ้ำไป เนื่องจากด้วยระยะห่างของคะแนนและด้วยฟอร์มการเล่นของทีมที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยนัก

แต่จากผลงานชนะ 5 เสมอ 2 ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาก็ทำให้ ลิเวอร์พูล กลับมาอยู่ ณ จุดที่ควรจะยืนอยู่ได้อีกครั้ง

แน่นอนครับว่ามันไม่มีอะไรที่ “การันตี”​ได้ว่าเราจะยึดตำแหน่งนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน

แต่ผมรู้ว่าเมื่อเราอุตส่าห์ “ยึด” ของที่เราต้องการมาได้แล้ว คงไม่ยอมที่จะปล่อยหลุดมือไปง่ายๆแน่นอน

เพราะงานนี้เดิมพันสูงถึงอนาคตความเป็นความตายของสโมสรเลยทีเดียว

 

สำหรับทิศทางที่ดีขึ้นของทีมนั้นไม่ได้ดีขึ้นพรวดพราด ในทางตรงกันข้ามกลับเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

โดยจุดที่ทำให้ลิเวอร์พูล กลับมาทำผลงานได้ดีต่อเนื่องคือเรื่องของเกมรับที่กลับมากระชับเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง

ตลอด 7 นัดที่ผ่านมา ตาข่ายของทีมกระเทือนแค่นัดเดียวเท่านั้นคือในเกมที่ถูก สโต๊ค ไล่ตีเสมอในช่วงนาทีสุดท้ายของเกมที่ บริทาเนีย สเตเดี้ยม 

คนที่ถูกยกความดีความชอบให้เห็นชัดที่สุดคนแรกก็คือ “โซโต”​คีร์กิยากอส กองหลังกรีซ ที่ย้ายมาพร้อมเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เท่าบ้าน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นการเสริมทีมภาคบังคับที่ ราฟา ต้องตัดสินใจในยุคข้าวยากหมากแพง ลิเวอร์พูล ตกอยู่ในสภาวะถังแตกที่เลวร้ายถึงขีดสุด

ผมเองก็ตั้งเครื่องหมายคำถามกับกองหลังมาดมาเฟียอิตาลีคนนี้ครับ เพราะไม่เชื่อว่า โซโต จะเป็นการเสริมทีมที่ดีนักเมื่อคิดถึงวัยและฟอร์มในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อคิดถึงการย้ายทีมที่เกิดขึ้นเพราะความ “จำใจ” ก็ยิ่งเกิดความคิดในแง่ลบมากขึ้นไปใหญ่

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆครับในช่วงแรกที่ โซโต ลงสนาม เห็นเล่นแล้วพาลหัวใจมันจะวายให้ได้ เพราะนอกจากช้า เข้าบอลเงอะงะ จังหวะจะโคนไม่ได้ลื่นตาเลย ซึ่งแตกต่างจาก ซามี่​ฮูเปีย ผู้จากไปที่ถึงจะช้า แต่่ “ทางบอล”​นั้นแน่นกว่ามาก การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีสำคัญเกิดความผิดพลาดน้อยมาก

ดังนั้นการที่ โซโต ใช้โอกาสในช่วงที่ทีมจำเป็นต้องโยก เจมี่ คาร์ราเกอร์ ออกไปยืนแบ็กขวาเพราะ เกล็น จอห์นสัน บาดเจ็บต้องพักยาว และสามารถยึดตัวจริงต่อเนื่อง สร้างผลงานที่ประทับใจได้ ผมยอมรับครับว่าเซอร์ไพรซ์

ไม่ได้เซอร์ไพรซ์ธรรมดาด้วย ต้องบอก “บิ๊กเซอร์ไพรซ์” เลยทีเดียว

ความแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว ถึงลูกถึงคนของ โซโต ค่อยๆเสริมความแข็งแกร่งให้หัวใจในแนวรับของทีมที่แตกสลายจากความผิดพลาดที่มีมาตลอดฤดูกาล จนกลับมาแข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นเดียวกันได้อีกครั้ง

ผลงาน 7 นัดเสีย 1 ประตูย่อมแทนคำตอบที่ชัดเจนได้มากอยู่ครับ

คนอื่นๆที่หลุดฟอร์มไปหมดไล่ตั้งแต่ คาร์ร่า, สเคอร์เทล หรือแม้แต่ อินซัว ก็เริ่มเรียกฟอร์มและความมั่นใจกลับมาได้ โดยเฉพาะคนแรกและคนหลังที่ค่อยๆดูดีขึ้นจนเกือบจะกลับมาไว้ใจได้อีกครั้ง

เมื่อเกมรับซึ่งเป็น “รากฐาน”​ของทีม “แน่น” มันก็ถูกต่อยอดนำไปสู่ส่วนอื่นๆของทีมที่ค่อยๆฟื้นตัวจากฤดูกาลที่โหดร้าย

จากเดิร์ค เคาท์ ไปถึงสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด, อัลเบิร์ต ริเอร่า, ฮาเวียร์ มาสเชราโน่, เปเป้ เรน่า และล่าสุดแม้กระทั่ง ไรอัน บาเบิล ก็ดูมีสัญญาณที่ดีเช่นกัน

ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว - ลิเวอร์พูล กำลังกลับมาครับ

 

อย่างไรก็ดีในการกลับมาครั้งนี้ ราฟา จำเป็นต้องนำทีมผ่านบททดสอบที่ยากที่สุดในฤดูกาลนี้ให้ได้

ต่อจากศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ราฟา ต้องพาทีมไปเยือนทั้ง อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์​ซิตี้ ที่คงไม่ต้องอธิบายให้มากความนักก็น่าจะเข้าใจว่า 2 นัดนี้มีความหมายแค่ไหน

กันเนอร์ส อยู่ในอันดับ 3 เวลานี้ตามหลังจ่าฝูงไกลถึง 9 แต้มหลังแพ้ต่อทั้ง แมนฯ​ยูไนเต็ด และ เชลซี แบบหมดรูป แน่นอนว่าพวกเขาต้องการชัยชนะให้เร็วที่สุดเพื่อกลับสู่เส้นทางการลุ้นแชมป์อีกครั้ง

อาร์แซน เวนเกอร์ ย่อมรู้ดีว่าหากแหกโค้งต่อในเกมกับลิเวอร์พูล นั่นหมายถึงประตูห้องเก็บโทรฟี่ของสโมสรน่าจะถูกล็อกตายไปอีกปีเพราะไม่มีอะไรไปใส่เพิ่ม

เช่นกันในเกมกับ ซิตี้ โรแบร์โต้ มันชินี่ ย่อมรู้ดีว่าหากพวกเขาต้องการจะก้าวมาเป็นทีมท็อปโฟร์จริงๆก็ไม่มีอะไรที่จะประกาศตัวได้ดีกว่าการชนะทีมจากท็อปโฟร์ด้วยกันเอง

เอล บอส ผู้ผ่านหัวโค้งแห่งโชคชะตาและวิกฤติศรัทธาที่เลวร้ายที่สุดมาได้แล้ว รู้และเข้าใจเช่นกัน โดยยอมรับในช่วงก่อนหน้านี้ว่า 3 นัดนี้ (เอฟเวอร์ตัน,​อาร์เซนอล, แมนฯ​ซิตี้) จะเป็นช่วงสำคัญที่สุดของลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้

โดยส่วนตัวผมเองไม่อยากหวังสูงเกินไปนัก แต่ก็อดคิดในใจไม่ได้เช่นกันว่า ราฟา น่าจะมองไปถึงชัยชนะทั้ง 2 นัดเพื่อเปลี่ยนเป้าหมายในช่วงที่เหลือของฤดูกาล

จากการ “แย่งที่ 4 คืน”​ที่บรรลุเป้าหมายแบบไม่เป็นทางการในขณะนี้ ไปสู่การ “ยึดที่ 4 ให้มั่นคง”

และอาจต่อยอดไปถึงการ “ชิงที่ 3” ได้ด้วยซ้ำไป

ระยะห่าง 5 แต้มกับอาร์เซนอล มีโอกาสจะลดหลั่นเหลือ 2 แต้มได้หาก ลิเวอร์พูล บุกไปล้างแค้นได้ที่ เอมิเรตส์​สเตเดี้ยม

ถ้าระยะห่างถูกลดหลั่นมาขนาดนั้นจริง การที่เราจะหวังไกลก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรครับ

ในทางตรงกันข้ามหาก ลิเวอร์พูล กลับมาจาก เอมิเรตส์ ด้วยความพ่ายแพ้เป็นนัดที่ 8 ของฤดูกาล ระยะห่างจะถูกทิ้งไปเป็น 8 แต้ม​ซึ่งนอกจากจะทำให้โอกาสชิงที่ 3 เป็นเรื่องยากพอๆกับปาฏิหารย์

อันดับ 4 ที่ยึดไว้ในขณะนี้ก็จะเผชิญกับความไม่มั่นคงเช่นกัน โดยเฉพาะต่อสภาพจิตใจที่อาจกลับมา “เขว” ได้อีกครั้ง

และถ้าไปเขวที่ ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ แล้วล่ะก็?

ดังนั้นใน 2 เกมข้างหน้า ผมเชื่อว่า ราฟา คงไม่มองไปที่การรักษาตัวรอดให้ทีมกลับมาแบบไม่บอบช้ำเท่านั้น แต่น่าจะมองไปที่ 6 แต้มเต็มไว้ก่อน

เพราะคนเราหากจะคิดการณ์ใหญ่ก็ต้อง “ใจถึง”​ครับ จะมัวทำเป็น “คนเจียมตัว” ตลอดเวลาไม่ได้

เพียงแต่จะทำอย่างไรให้ได้ 6 แต้มมาจาก เอมิเรตส์ และ ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์​ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่จะต้องมีการกำหนด “เกมแพลน” ที่จะต้องไม่ “ลำพอง” กับผลงานช่วงที่ผ่านมาจนเกินไป

รายละเอียดส่วนอื่นๆ ก็ว่ากันไป โดยเฉพาะเกมรับที่จะมีการเปลี่ยนแปลง โดยจะเป็น มาร์ติน สเคอร์เทล ที่ได้ลงคู่กับ ดาเนี่ยล แอกเกอร์แทน ซึ่งคู่นี้คืออนาคตของลิเวอร์พูล ที่หากสอบผ่านสองเกมนี้ เราก็พอจะหวังถึงวันข้างหน้าที่ดีได้ครับ

อย่าลืมว่าในฤดูกาลนี้เรายังไม่ได้เห็น ลิเวอร์พูล ในแบบที่คาดหวังเอาไว้เลยแม้แต่น้อย

เรายังมีคนที่มี “ศักยภาพ”​พอที่จะฝากความหวังได้อีกทั้ง อัลแบร์โต้ อาควิลานี่, เกล็น จอห์นสัน, ไรอัน บาเบิลและ มักซี่ โรดริเกวซ ที่ยังรอวันจะเปล่งประกายขึ้นมาเมื่อถึงเวลาอันสมควร

แม้ปีนี้จะไม่ใช่ปีของเรา และรู้ทั้งรู้ว่าทีมต้องเผชิญวิบากเวรเรื่องการเงินไปอีกนาน

แต่คนเราถ้ามี “ความหวัง” 

ต่อให้เห็นผืนดินที่แล้งไร้ เราก็ยังเชื่อว่าจะมีใบหญ้าผุดขึ้นมาเป็น “ประทีป” นำทางในจิตใจครับ

 

จำนวนผู้ชมทั้งหมด 127 คน
จำนวนความคิดเห็นทั้งหมด 0 คน

กล่องแสดงความคิดเห็น
Message :
Name :

 

 
วิเคราะห์ วิจารณ์

Home Football Live Score M Service วิเคราะห์ วิจารณ์ Columnist Feature!! World Sport SI Angle Clip VDO