
สำหรับสัปดาห์นี้ไม่มีทางที่ผมจะหลีกเลี่ยงไปเขียนเรื่องอื่นได้เลยครับนอกจากเรื่องของเกมคู่หยุดโลก “เอล กลาซิโก้” ระหว่าง “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด กับ “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ที่จะลงชิงชัยกันในช่วงดึกวันเสาร์นี้
เรียนกันตามตรง - นี่เป็นหนึ่งในเกมที่ผมรอคอยมาตลอดนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล ด้วยความคาดหวังว่ามันจะเป็นเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ หรืออาจจะยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษเลยทีเดียว
ที่เขียนแบบนี้นั้นมีเหตุผลและที่มาที่ไปครับ
เหตุผลที่เข้าใจได้โดยง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุดก็คือ เกมระหว่าง เรอัล มาดริด กับบาร์เซโลน่า นั้นมีพื้นเพประวัติความเป็นมาอยู่บนความขัดแย้งที่มากกว่าเรื่องของเกมฟุตบอลในสนาม
มันเป็นทั้งเกมการเมือง เป็นสงครามเชื้อชาติ และเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นที่สืบเนื่องยาวนานมาหลายสิบปี ซึ่งผมจำได้ว่าเพิ่งจะเขียนถึงไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง ในเกมแรกของฤดูกาลที่พบกันที่ คัมป์ นู สนามของบาร์เซโลน่า
ในเกมนัดแรกนั้นจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายบาร์ซ่า ที่เฉือนเอาชนะไปได้ 1-0 จากประตูโทนของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ซูเปอร์ซับที่ลงมาทำประตูให้ทีมในช่วงต้นครึ่งหลัง โดยที่ต้องยอมรับว่าเป็นเกมที่สูสีคู่คี่อย่างมาก
เรียกว่าถ้าเป็นการวิ่งแข่งก็ต้องมาตัดสินกันด้วยภาพถ่ายเลยทีเดียวว่าใครเข้าเส้นชัยก่อน
จากเกมนั้นทำให้ผมได้เห็นว่าทีมชุดขาวของ มานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือฝีมือดีชาวชิลี ไม่ธรรมดา จากการที่สามารถเข็นเรอัล ที่เคยถูกถล่มยับเยินคา ซานติอาโก เบอร์นาบิว 6-2 ในช่วงปลายฤดูกาล 2008-09 กลับมาสู้กับทีมเทวดาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้สูสีขนาดนี้
บางทีเกมที่จะกลับมาพบกันอีกครั้งที่เบอร์นาบิว ก็อาจจะเป็นเกมที่ตัดสินแชมป์ในฤดูกาลนี้เลยก็เป็นได้ - ผมคิดในตอนนั้น
น่ายินดีนะครับที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนั้นจริงๆ โดยเกมระหว่าง เรอัล มาดริด กับบาร์เซโลน่า ในดึกคืนวันเสาร์ต่อเช้าวันอาทิตย์นี้จะเป็นเกมที่มีความหมายต่อการตัดสินแชมป์อย่างแน่นอน และมันน่าจะเป็นเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีอย่างที่ผมว่าเอาไว้ด้วย
แน่นอนครับว่าเรื่องของสถานการณ์ก็มีส่วน เพราะเวลานี้ทั้งสองทีมมี 77 แต้มเท่ากัน โดยที่ เรอัล มาดริด ได้นำจ่าฝูงเพราะมีจำนวนประตูได้เสียที่ดีกว่า 2 ประตู ซึ่งมันเป็นสถานการณ์ที่น่าเหลือเชื่ออย่างมาก
ไม่นับเรื่องฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีมที่แม้จะไม่ได้ถึงกับท็อปพีคสุดขีดจนเข้าขั้นไร้เทียมทาน แต่ก็ถือว่าใกล้เคียง และซูเปอร์สตาร์หลายๆรายก็อยู่ในช่วงฟอร์มที่ดีแทบทั้งสิ้น
บาร์ซ่า นั้นจะดีจะชั่วอยู่ที่ความมหัศจรรย์ของ ลิโอเนล เมสซี่ เป็นหลัก แต่ก็ใช่ว่าขุนพลที่รายล้อมจะเอาดีไม่ได้สักตัว
ส่วน มาดริด คนที่เข้าฝักที่สุดในช่วงที่ผ่านมาเป็น กอนซาโล่ อิกวาอิน กองหน้าอาร์เจนไตน์อีกคนที่ร้อนแรงอย่างมาก แต่ โรนัลโด้ ก็อยู่ในฟอร์มที่ใช้ได้ ขณะที่ กาก้า ยังผีเข้าผีออกอยู่บ้างแต่ก็ยังเป็นบอลมีระดับอยู่
แค่นึกถึงการปะทะกันของสองทีมที่มีนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกได้มาเผชิญหน้ากันแบบนี้
จินตนาการภาพ เมสซี่ ปะทะกับอิกวาอิน, อิเนียสต้า กับโรนัลโด้, ชาบี้ กับกาก้า
อดคิดไม่ได้ครับว่ามันเหมาะเหม็งราวกับมีคนบนฟ้าเขียนบทกำหนดเอาไว้เลย
ทั้งนี้ยังไม่นับในแง่ความสำคัญของเกม ที่เป็นภารกิจยิ่งใหญ่ของ มาดริด ที่จำเป็นและต้องการชัยชนะในเกมนี้เป็นอย่างยิ่งเพื่อเป็นการหวนกลับคืนสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง หลังการลงทุนมากมายมหาศาลในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
จริงอยู่ที่การลงทุนด้วยเงินกว่า 200 ล้านยูโรของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ อาจจะดูน่ารังเกียจในสายตาของคอบอลแบบอนุรักษ์นิยม
แต่สำหรับชาวมาดริดิสต้า พวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจครับในเมื่อการมาถึงของ ซูเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, กาก้า, คาริม เบนเซม่า หรือ ชาบี้ อลอนโซ่ ทำให้ราชันได้กลับมาเล่นสมกับการเป็นราชันอีกครั้ง
ที่สำคัญก็คือพวกเขาไม่ได้มีเพียงแค่ความหวือหวา แต่มีความแน่นอน เด็ดขาด รวมถึงหัวใจนักสู้รวมอยู่ด้วย จะเรียกว่าเป็น “จอมราชันย์” ก็พอได้
แต่มันยังเรียกแบบนั้นได้ไม่เต็มปาก อย่างน้อยก็จนกว่าจะคว่ำคู่ปรับที่ครองความยิ่งใหญ่แบบไร้เทียมทานในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาอย่างบาร์ซ่าไม่ได้
บาร์เซโลน่า ในยุค “เป๊ป ทีม” ภายใต้การนำของกุนซือที่เคยเป็นอดีต “หอบัญชาการ” ของทีมแห่งแคว้นคาตาลัน ใช้นโยบายที่แตกต่างกัน โดยให้ความสำคัญของการปั้นเด็กดาวรุ่งขึ้นมามากกว่าการลงทุนซื้อซูเปอร์สตาร์ เรียกว่าแตกต่างจากยุค “ดรีม ทีม” ของ “กุนซืือเทวดา” โยฮัน ครอยฟ์ ค่อนข้างชัด
แนวทางของบาร์ซ่า กับการปั้นเด็กผ่านสถาบันลูกหนัง “ลา มาเซีย” เป็นเรื่องที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมมากที่สุดในโลก เพราะไม่ได้เป็นเพียงนโยบายสวยหรู แต่มีการปฏิบัติจริง ได้ผลจริง และประสบความสำเร็จจริงๆ
เมสซี่, อันเดรียส อิเนียสต้า, ชาบี้ เอร์นานเดซ , เปโดร โรดริเกวซ , โบยาน เกร์กิช, เซร์จิโอ บุสเกตส์ หรือเด็กเก่าที่กลับมาใหม่อย่าง เกราร์ด ปิเก้ คือ “โกลเด้น เจเนอเรชันส์” ของ ลา มาเซีย
ศึกที่พวกเขาจะต้องไปเยือน เบอร์นาบิว ที่คงจะไม่ง่ายดายเหมือนวันที่บุกไปชนะ 6-2 ในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และขาดลอยมากที่สุดในประวัติศาสตร์การพบกันของทั้งสองทีม จึงเป็นการต่อสู้กันเชิงสัญลักษณ์ด้วย
สัญลักษณ์การต่อสู้ของทีมที่นิยมระบบ “ทุนนิยม” กับทีมที่มาในแนวทาง “อนุรักษ์นิยม”
ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้ครับทำให้ผมคิดว่านี่เป็นเกม “เอล กลาซิโก้” หรือชื่อเดิมที่คุ้นเคยว่า “เอล ดาร์บี้” (เอล กลาซิโก้ เพิ่งจะมีการเรียกในไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยนำมาจาก เอล ซูเปอร์กลาซิโก้ ที่เป็นการพบกันระหว่าง ริเวอร์เพลท และ โบคา จูเนียร์ส ในอาร์เจนติน่า) ครั้งนี้จะเป็นมหาศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
ถึงจะเริ่มแข่งในช่วงก่อนเช้ามืดวันที่ 11 เม.ย. (ตี 3) แต่มันก็เป็นเกมที่ห้ามพลาดครับ เป็น A Must Game สำหรับคอฟุตบอลทุกคนอย่างแท้จริง
ที่น่าอิจฉาก็คงเป็นชาว Sportinter.com ที่พาผู้โชคดีและทีมงานบางส่วนยกพลกันไปชมเกมนี้กันถึงขอบสนามเบอร์นาบิว ต้องยกนิ้วให้ “คุณธนพล”เจ้าของที่ทุ่มสุดๆเพื่องานนี้โดยเฉพาะ
นอกเหนือไปจากเกมคู่นี้แล้ว สุดสัปดาห์นี้ก็มีเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ อีก 2 คู่ครับ
โดยไฮไลท์จะอยู่ที่คู่ในวันเสาร์ระหว่าง 2 สิงห์ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี กับ “สิงห์ผงาด”แอสตัน วิลล่า ซึ่งเป็นเกมที่ดูสูสีกว่าอีกคู่ระหว่าง สเปอร์ส กับ ปอร์ทสมัธ ที่คงไม่น่ามีปัญหาสำหรับทีม“ไก่เดือยทอง”
ลึกๆแล้วผมไม่คิดว่า วิลล่า ที่เริ่มดร็อปลงไปในระยะหลังจะทานสรรพกำลังของ เชลซี ที่กำลังมั่นใจอยู่หมัดนะครับ เพียงแต่เกมเอฟเอ คัพ อะไรก็เกิดขึ้นได้ และวิลล่า ก็ได้อะไรไปเยอะในเกมที่แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดชิงคาร์ลิ่ง คัพ เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
อย่างน้อยก็รู้ว่าผืนหญ้าที่เวมบลีย์มันแย่ขนาดไหน และควรจะเล่นแบบไหน
ก็เอาเป็นว่าฝากไว้ทั้งคู่ยิ่งใหญ่ระหว่าง เรอัล มาดริด-บาร์เซโลน่า และเอฟเอ คัพ อีก 2 คู่ให้ดูกันแก้เหงาก่อนจะเข้าถึงช่วงสงกรานต์นะครับ
|