
ฤดูกาลที่ไม่ธรรมดาของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลังจะเดินทางถึงบทสรุปในสุดสัปดาห์นี้ครับ
ตลอดการเดินทางที่แสนยาวนานกว่า 9 เดือน มีเรื่องราวให้พูดถึงมากมายเหลือเกิน ทั้งการล่มสลายของ “ท็อปโฟร์”ที่เวลานี้เหลือเพียง “ท็อปทรี”เพราะ ลิเวอร์พูล ตกต่ำสวนทางกับการผงาดขึ้นมาของทีมเกรดสองอย่าง สเปอร์ส, แมนเชสเตอร์ซิตี้ และ แอสตัน วิลล่า
ความเจ็บปวดของวงการฟุตบอลกับทีม “ปอมปีย์”ปอร์ทสมัธ ที่เป็นกรณีศึกษาให้เห็นถึงโทษของการไม่มีการตรวจสอบที่ดีพอในเรื่องการเข้ามาเทคโอเวอร์ของบรรดานักธุรกิจที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ จนสุดท้ายมีหนี้สินสูงกว่า 120 ล้านปอนด์ และไม่สามารถบริหารกิจการสโมสรได้ด้วยตัวเอง และที่สุดก็ต้องตกชั้นไป
รวมถึงการผลัดกันล้มลุกคลุกคลานของ 3 ยักษ์ใหญ่ที่เหลืออย่าง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล ที่ทำให้การลุ้นแชมป์มีความสนุกต่อเนื่องยาวนานมาจนต้องมาหาบทสรุปร่วมกันในวันสุดท้าย
ปีนี้จึงเป็นฤดูกาลที่ไม่ธรรมดาอย่างแท้จริงครับ
สำหรับนัดสุดท้ายของฤดูกาล เกมที่ถูกจับตามองที่สุดแน่นอนว่าเป็นเกมตัดสินแชมป์ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์โดย เชลซี จะเปิดบ้านรับมือกับ “เดอะ ลาติกส์” วีแกน แอธเลติก ทีมจอมเซอร์ไพรซ์ที่มักจะหักอกทีมท็อปโฟร์ได้เสมอๆในฤดูกาลนี้
ทีม “เดอะ บลูส์” ต้องการชัยชนะเพื่อการันตีตำแหน่งแชมป์โดยไม่จำเป็นต้องมองผลการแข่งที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่แมนฯ ยูไนเต็ด จะรับมือซันเดอร์แลนด์
แต่ถ้าหากพลาดเสมอหรือแพ้ขึ้นมา นั่นหมายถึงโอกาสที่ แมนฯยูไนเต็ด จะได้ฉลองกับแชมป์ประวัติศาสตร์ทันที
แชมป์ประวัติศาสตร์ที่กล่าวนั้นมี 2 เหตุผลก็คือ 1.เป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 19 แซงหน้าลิเวอร์พูล ที่ครองตำแหน่งทีมที่ได้แชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยมายาวนาน 2. เป็นแชมป์ลีก 4 สมัยติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมียอดทีมยุคใดในประวัติศาสตร์เคยทำได้มาก่อน
ขณะที่ถ้า เชลซี ได้แชมป์ ก็จะเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 4 ของสโมสร และเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 3 ในยุคของเจ้าของสโมสร โรมัน อบราโมวิช หลังจากที่เข้ามาเทคโอเวอร์ในปี 2003
และยังเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกหลังจากที่สิ้นยุคของ โจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือจอมอหังการอีกด้วย
ถึงจะทำให้ อบราโมวิช ผิดหวังจากการตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ที่แท้จริงที่มหาเศรษฐีรัสเซียอยากสัมผัส ถึงขั้นดึงกุนซือที่ขึ้นชื่อว่า “เก๋าสุด”ในวงการฟุตบอลสโมสรยุโรปอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ มาคุมทีม
ผมเชื่อว่าการได้โทรฟี่พรีเมียร์ลีก กลับมานอนกอดอีกครั้งก็น่าจะคลายความรู้สึกลงไปได้บ้าง
ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา อันเชล็อตติ ทำงานหนักในการรื้อระบบ ปรับโครงสร้าง และเติมทัศนคติใหม่ๆในการเล่นให้กับ เชลซี
“คาร์เล็ตโต้”เน้นการพูดน้อยต่อยหนัก ทำงานตามหน้าที่ ไม่หมั่นสร้างศัตรู ให้เกียรติคู่แข่ง ซึ่งเป็นภาพของการทำงานที่แตกต่างจากช่วงเวลาของ มูรินโญ่ ที่ถึงจะเก่งในสนาม แต่นอกสนามก็สร้างศัตรูเก่งพอๆกัน
โดยส่วนตัว ผมคิดว่า เชลซี ไม่น่าพลาดในเกมกับวีแกนครับ เพราะเกมที่ยากกว่านี้พวกเขาก็ผ่านมาได้นักต่อนัก
อีกทั้งช่วงนี้เป็นช่วงที่ เชลซี ได้สตาร์กลับมาเกือบครบถ้วน แต่ละคนก็ต่างงัดฟอร์มเก่งกันเป็นแถวไม่ว่าจะเป็น แฟรงค์ แลมพาร์ด, นิโกล่าส์ อเนลก้า,ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา หรือแม้แต่คนนอกสายตาอย่าง ซาโลมง กาลู ก็เริ่มฉายแววที่พึ่งพาได้ในอนาคต
ดังนั้นมันเป็นการยากที่ วีแกน ซึ่งเล่นนอกบ้านได้แย่จะมาสร้างทำ “แอนติไคลแมกซ์” ได้ที่ เดอะ บริดจ์ครับ
แต่หากมันจะผิดไปจากนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็น “แชมป์ฟ้าลิขิต”ของผีแดงแล้วล่ะครับ
สิ่งที่น่าสนใจคือหลังจบเกมสุดท้ายของฤดูกาลไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแชมป์หรือไม่ การปฏิวัติเชลซี ก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ อันเชล็อตติ ประกาศว่าจะมีการดันเด็กจาก“อคาเดมี่” ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ถึง 5 คน โดยมี กาแอล กากูต้า เจ้าหนูตัวป่วนที่เกือบทำให้ทีมซวยโดนลงโทษแบนการซื้อขายผู้เล่น เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน
นั่นหมายถึงการ “ถ่ายเลือด”ครั้งใหญ่ โดยที่นักเตะ “ขิงแก่”และพวก “ไร้ประโยชน์” ก็จะถูกเด็ดทิ้งไป
เดโก้, เปาโล แฟร์เรยร่า, โจ โคล เป็น 3 คนที่ถูกมองว่าต้องไปแน่ๆ
นอกจากนี้ก็น่าจะมีการเสริมทัพด้วยขุนพลชั้นดี โดยเป้าหมายที่ปรากฏในข่าวเวลานี้คือ เซร์จิโอ อเกวโร่,อังเคล ดิ มาเรีย ก็เป็นระดับสตาร์ทีมชาติอาร์เจนติน่า
ไม่ใช่เพียงแต่เชลซีครับที่จะมีการปฏิวัติปรับเปลี่ยนทีม เพื่อนร่วมเมืองลอนดอนอย่าง อาร์เซนอล ก็มีการขยับตัวบ้างแล้ว โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ อาร์แซน เวนเกอร์ยอมรับสภาพว่าไม่สามารถจะฝากภาระและความหวังเอาไว้ที่เด็กๆได้ทั้งหมด
นอกเหนือจากภารกิจในการเหนี่ยวรั้ง เซสก์ ฟาเบรกาส ที่เป็นหัวใจของทีมเอาไว้ (รวมถึง กาแอล กลิชี่ และ อังเดร อาร์ชาวิน ที่อยากจะไปเต็มแก่)เวนเกอร์ จำเป็นต้องเติมกำลังหนุนเข้ามาในเกมรับที่คงจะฝากอนาคตไว้กับ วิลเลี่ยม กัลลาส, โซล แคมป์เบลล์ หรือ มิกาแอล ซิลแวสตร์ ไปตลอดไม่ได้
เช่นกันกับเกมรุกที่จะต้องมีคนที่เก่งและดีกว่าที่มีอยู่เข้ามา นักเตะอย่าง มารูยาน ชามัค ที่มีข่าวจะได้ตัวมาฟรียังไม่ใช่คำตอบครับ
แต่ทีมที่เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือ “หงส์แดง”ลิเวอร์พูล ที่เวลานี้ระส่ำสุดขีดทั้งในส่วนของทีม และในส่วนของฝ่ายบริหาร
ปัญหาใหญ่ก็คือ จอร์จ จิลเล็ตต์ และ ทอม ฮิคส์ 2 เจ้าของสโมสรเป็นตัวถ่วงความเจริญ นำความหายนะมาสู่ทีม เพราะไม่มีเงินมากพอที่จะขับเคลื่อนสโมสรได้ ต้องกู้หนี้ยืมสินมาทำให้มีปัญหาในการบริหาร
การเทคโอเวอร์จะเกิดขึ้นแน่นอนครับไม่ช้าก็เร็ว เพราะโดนธนาคารเจ้าหนี้ RBS ตั้งคนของตัวเองขึ้นมาเป็นประธานสโมสร (ชั่วคราว) เพื่อหาคนมาเทคโอเวอร์
แต่ในส่วนของฝ่ายทีม ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงโดย ราฟา เบนิเตซ ส่งสัญญาณเป็นนัยว่า “ทนไม่ไหว” กับการทำงานโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร ถ้าหากอนาคตยังเป็นแบบนี้ก็จะตีจาก
โดยส่วนตัวผมมองว่า ราฟา โทษฝ่ายบริหารทั้งหมดก็ไม่ถูกครับ
จริงอยู่การขาดงบทำให้ทำทีมลำบาก แต่ปัญหาก็คือ ราฟา ไม่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดได้ดีพอ ซื้อผู้เล่นมาระหว่างใช้การได้กับใช้การไม่ได้มีอยู่อย่างละครึ่ง ไม่มีการเติมทีมด้วยเด็กจากอคาเดมี่เหมือนที่เคยประกาศไว้ตอนรับตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังไม่มีการบริหารจัดการทีม หรือที่เรียกว่า Squad ได้ดีพอทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่มีนักเตะที่ทดแทนตัวจริงได้ เรื่องของ Game plan เรื่องการวางแท็คติกส์ เรื่องการแก้เกม และอีโก้กับการยึดติดกับความคิดตัวเองทั้งสูตรการเล่น รวมถึงผู้เล่นบางคนที่ชอบเป็นพิเศษ จนลืมให้โอกาสคนอื่นๆ
เหล่านี้หากมารวมกันก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นครับหากจะมีการเปลี่ยนแปลง
ที่น่ากลัวก็คือ ลิเวอร์พูล จะเสียสตาร์อย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส หรือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ไปด้วยหรือเปล่าจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้?
ฤดูกาลเก่ากำลังจะรูดม่านปิดฉากลง ฤดูกาลใหม่ยังไม่ถึงกำหนดเวลา แต่เราก็พอจะมองออกครับว่าซีซั่นหน้าก็น่าจะเป็นอีกปีที่การขับเคี่ยวรุนแรง
ดีไม่ดีหนักข้อกว่าซีซั่นนี้ที่เต็มไปด้วยความเซอร์ไพรซ์ด้วยซ้ำไป!
|