รับผลและวิเคราะห์ แบบเป็นครั้งค่าบริการ 5 บาท/ครั้ง
www.sportinter.com Mobile *4966 ทีเด็ด มิสเตอร์น็อคโต๊ะ วิเคราะห์วิจารณ์
Columnist
ฟุตบอลมุมป้าน
โดย  ลูกแม่กิ่ง
นักเขียนหนุ่มไฟแรง ขวัญใจแฟนบอล "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มีความรอบรู้ในเรื่องฟุตบอลจากทั่วทุกมุมโลก ผ่านประสบการณ์ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่าง ยูโร 2008 มาแล้ว และเป็นเจ้าของเว็บไซต์ www.scouse.tv e-mail: lookmaeking@hotmail.com
จอง แต-เซ ‘รูนี่ย์แห่งโสมแดง’

 

“เหล่านักเตะจากเกาหลีเหนือได้ถอดผ้าคลุมหน้าของพวกเขาออกมาแล้ว”

ประโยคข้างต้นมาจากสื่อในกรุงโซล หลังจากที่เพื่อนร่วมแดนดินเดียวกันแต่ยืนคนละข้างอย่างสิ้นเชิงสามารถตีเสมออดีตแชมป์ยูโร 2004 อย่าง กรีซ ได้ 2-2 ในเกมอุ่นเครื่องฟุตบอลโลกที่ สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอังคารที่แล้ว

ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าโฉมหน้าของนักเตะจากเกาหลีเหนือจะได้เปิดตัวต่อโลกทั้งใบ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดมันก็อาจจะเบรกกระแสความร้อนแรงทางการเมืองที่ใกล้จะทำให้เกิดสงครามเกาหลีรอบใหม่ในช่วงนี้ได้บ้าง

และชื่อของ จอง แต-เซ ก็อาจจะถูกจดจำและเรียกขานจากชาวโลกได้มากกว่าท่านผู้นำที่แท้จริงแห่งเกาหลีเหนือ คิม จอง-อิล

แต-เซ เจ้าของสมญา “รูนี่ย์แห่งโสมแดง” นักฟุตบอลที่มีแววตาที่แกร่งกล้า เต็มไปด้วยความร้อนแรง ความทะเยอทะยาน และพลังมหาศาลอัดแน่นในตัว

ที่สำคัญคือบุคลิกแบบประชาชนหลังม่านเหล็กกับการไร้ซึ่งอารมณ์ขันอย่างสิ้นเชิง!

แต่ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าที่แข็งกร้าวนี้ หากแม้เขาทำได้ตามความฝัน โอกาสจะเดินทางมาค้นพบโลกใบใหม่ในพรีเมียร์ลีกก็ไม่ถึงกับอยู่ไกลเกินไปนัก

ในเวลานี้ จอง ถือเป็นหนึ่งใน “สตาร์” ของเอเชียตะวันออกแล้ว เขาเคยเป็น “พายุ” ที่พัดกระหน่ำจีน ในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียตะวันออก และเป็นหนึ่งในดาวยิงแถวหน้าของ เจ-ลีก

จอง ยังได้ปรากฏตัวในโฆษณาทางโทรทัศน์ร่วมกับ ปาร์ค จี-ซอง นักเตะจาก “โสมขาว” ซึ่งเป็นภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็น สองสตาร์จะมายืนเคียงข้างกัน

ที่แน่นอนคือเขาจะได้รับเสียงเชียร์ตลอดเวลาหากลงสนาม คิม อิล-ซอง สเตเดี้ยม ในกรุงเปียงยาง ที่จะมีแฟนบอลกว่า 80,000 คนที่พร้อมจะส่งกำลังใจให้เขาตั้งแต่ต้นจนจบเกม

ดาวยิงหน้าตายของเราทำคนเดียว 2 ประตูในเกมกับ กรีซ ซึ่งล้วนเป็นประตูที่ “งามหยด”​ทั้งสิ้น โดยลูกแรกเป็นการยิงไกลจากระยะ 25 หลาบอลพุ่งชนกระทบคานก่อนจะกระเด้งเข้าไปอย่างสวยงาม ส่วนประตูที่สองเป็นการอัดเต็มข้อจากมุมแคบหลังจากที่ใช้ความเร็วฉีกหนีตัวประกบ

2 ประตูนี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่ทีมร่วมกลุ่มทั้ง บราซิล, ไอวอรี่โคสต์ และโปรตุเกส จะประมาทไม่ได้เป็นอันขาด

 

ชาเขียวสงบนิ่งในถ้วย ณ ภัตตาคารแห่งหนึ่งในศูนย์วิทยาศาสตร์เมืองคานางาวะ ในโรงแรมที่ คาวาซากิ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นที่พักพิงของ จอง และเป็นต้นสังกัดของเขาด้วย

คนที่อยู่ตรงหน้าของเราคือ จอง แต-เซ ดาวยิงหน้าตายผู้ไร้ซึ่งอารมณ์ขันแตกต่างจาก ปลาคาล์ฟ เชิญยิ้ม ที่แม้จะหน้าตายเหมือนกันแต่แค่เห็นหน้าก็ฮาแล้ว

สิ่งที่ผิดคาดคือ จอง เป็นคนที่พูดเก่งเหลือเชื่อ และการจะหาจังหวะแทรกให้เขาหยุดพูดบ้างเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก 

“ผมอยากจะยิงรปะตูให้ได้ในฟุตบอลโลก ขอนัดละลูกเลย นั่นคือเป้าหมายของผม”​เสียงทุ้มลึกของเขาเอื้อนเอ่ย

“หลังจากนั้นเหรอ? ผมอยากจะไปเล่นในอังกฤษดู”

แต่สำหรับที่มาที่ไปของเขานั้น เป็นชีวิตนักเตะเกาหลีเหนือที่ประหลาดไม่น้อย เพราะ จอง เกิด เติบโต และยังคงใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นมาโดยตลอด ไม่ได้ฝังรากตัวเองอยู่ในกรุงเปียงยางแต่อย่างใด

มีรายงานในกรุงโซล ระบุว่าพ่อแม่ของเขาพักอาศัยในเกาหลีใต้ แต่ จอง ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวในโอกาสที่เขาได้ขึ้นปก FourFourTwo ในปี 2008 ด้วยการพาดหัวตัวไม้ว่า “ผมไม่ได้เป็นคนเกาหลีใต้” 

ความเป็นจริงแล้วเขาเข้าเรียนในระบบการศึกษาของคนเกาหลีที่ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นกำหนดไว้ “ผมเกิดในฐานะคนเกาหลีเหนือและผมก็เรียนในโรงเรียนของเกาหลีเหนือในญี่ปุ่นเหมือนที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน แม่ของผมเป็นคนเกาหลีเหนือ พ่อของผมเติบโตในญี่ปุ่นและไปเรียนในโรงเรียนคนญี่ปุ่น แต่ถึงยังไงท่านก็คิดว่าตัวเองเป็นคนเกาหลีเหนือ ซึ่งผมเองก็คิดไม่แตกต่างกัน”

นอกเหนือจาก จอง แล้วก็ยังมี อาห์น ยอง-ฮัค ซึ่งเป็นนักเตะเกาหลีเหนืออีกคนที่ได้เติบโตขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งนักเตะที่ได้รับเงิน 4,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์จะเดินทางไปเล่นในเกมที่เปียงยางเป็นบางครั้งเท่านั้น

ส่วนคนอื่นๆในทีมชาติเกาหลีเหนือจะมีรายได้ที่น้อยกว่านั้น และพวกเขาก็จะได้เล่นให้กับสโมสรของรัฐ เช่น ของกองทัพ หรือทีม “อามรอกแกง” ซึ่งเป็นแหล่งผลิต “วีรบุรุษของสาธารณรัฐ” ในการกีฬารวมถึงฟุตบอล

ที่เกาหลีเหนืออาจจะไม่มีลีกฟุตบอลอาชีพ แต่ว่าก็ไม่มีความแตกแยกหรือความคิดที่แตกต่างในหมู่นักเตะโสมแดง

“ผมไม่ใช่นักเตะเกาหลีเหนือคนแรกที่อยู่ในญี่ปุ่น และเพื่อนๆก็ดีกับผมมาก พวกเขาแค่อยากจะรู้เรื่องของญี่ปุ่น และ เจ-ลีก ... ซึ่งไมตรีของพวกเขานั้นทำให้ผมรู้สึกประทับใจอย่างมาก รวมถึงการดูแลจากทางรัฐบาลของชาติ และแฟนบอลที่ให้กำลังใจพวกเรา สิ่งเหล่านี้น่าประทับใจมาก”​จอง เผย

การเมืองเป็นเรื่องที่ จอง จะไม่พูดถึงไม่ว่าจะเป็น On-Off Record (เปิดเผยได้-ไม่ได้)​อีกเรื่องที่เขาจะไม่พูดเด็ดขาดถึงขั้นที่จะต้องตรวจดูว่าเครื่องอัดเสียงนั้นปิดอยู่หรือเปล่า ก็คือเรื่องที่เขาได้ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมในพรีเมียร์ลีกแห่งนึงเมื่อต้นปี

แม้จะไม่มีการเปิดเผยชื่อสโมสร แต่เขาก็บอกว่าเขารู้ดีว่าเขายังดีไม่พอสำหรับที่นั่น เขาเชื่อว่าเขายังพัฒนาตัวเองได้ อย่างไรก็ดี จากการที่ฟุตบอลโลกจะมีแฟนบอลมากมายหลายล้านทั่วโลกที่จับจ้องอยู่ มันก็เป็นโอกาสที่เขาจะได้เปรียบเทียบตัวเองกับบรรดาสุดยอดนักเตะของโลก

 

เขาได้รับสมญาว่า “อินมินูอิ รูนี่ย์” หรือ “รูนี่ย์ของปวงชน”​เพราะสไตล์ที่ดุดันและความทุ่มเทของเขารวมถึงความแข็งแกร่งของตวัเอง แต่เขาก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นการเปรียบเทียบที่ถูกต้องที่สุด

“ผมคงจะไม่ถึงกับไม่ชอบเวลาโดนเปรียบเทียบกับ รูนี่ย์ เพราะเขาเป็นหนึ่งในกองหน้าที่เก่งที่สุดในโลก ดังนั้นสำหรับผมเรื่องนี้ถือเป็นเกียรติอย่างสูง แต่ว่าสไตล์ของผมจะแตกต่างจากเขา คนที่จะเป็นตัวเปรียบเทียบที่แท้จริงของผมก็คือ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มากกว่า”

“ผมอยากจะเล่นในอังกฤษ ตอนที่ผมเรียน ม.ปลาย ตอนนั้นกัลโช่ เซรี อา เป็นลีกที่ป๊อปมากด้วย แต่ด้วยอิทธิพลของการถ่ายทอดสดทางเคเบิลทีวีทำให้ผมได้เริ่มดูฟุตบอลอังกฤษ และผมก็ชื่นชอบสนามแข่งขัน บรรยากาศของมัน และความปรารถนาที่ร้อนแรงของมัน เมื่อปีที่แล้วผมใส่เสื้อทีม แบล็คเบิร์น​โรเวอร์ส บ่อยมาก”​

มันจะเป็นลางบอกเหตุหรือเปล่า?

“ผมไม่คิดเช่นนั้น” จอง หัวเราะเป็นครั้งแรกในการสัมภาษณ์ “ในญี่ปุ่น มีไม่กี่คนที่จะใส่เสื้อ แบล็คเบิร์น ผมก็แค่ไปซื้อที่ร้านมาเพราะผมชอบก็เท่านั้นเอง” 

เขาอาจจะมีโอกาสขยับเข้าใกล้ความฝันหลังซัมเมอร์นี้ โดยครั้งสุดท้ายที่ชาวเกาหลีเหนือได้เล่นในอังกฤษ ก็คือเกมในตำนานที่พวกเขาพลิกล็อกเอาชนะอิตาลี ก่อนจะเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 1966 ได้อย่างสุดตื่นเต้น โดยในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายอุตส่าห์นำโปรตุเกสไปถึง 3-0 แต่สุดท้ายก็พ่ายไป 5-3

“เรารู้ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ดี” จอง กล่าว “มันคงจะยากที่จะทำอะไรแบบนั้นอีก แต่ว่าเราก็จะพยายามทำทุกอย่าง ในเชิงเทคนิคของเราแล้วเรายังไม่ดีเหมือนกับเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น แต่ว่าในเรื่องของจิตใจและสภาพร่างกาย เราดีกว่าทุกทีมในเอเชีย ไม่มีใครคาดหวังในทีมเรามากนักในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และมันก็คงจะมีเสียงวิจารณ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้นต่อให้เราแพ้ทุกนัด แต่ถ้าเราชนะขึ้นมา มันก็เป็นยิ่งกว่าความฝันแล้ว”

และแม้จะมีโอกาสได้วัดฝีเท้ากับ ดร็อกบา ที่เขามองเป็นต้นแบบ แต่จองกลับตื่นเต้นกับเกมประเดิมสนามของเกาหลีเหนือ ในวันที่ 15 มิ.ย. มากกว่า “ผมเฝ้ารอที่จะได้เจอกับทั้ง 3 ทีม โดยเฉพาะบราซิล เพราะพวกเขาเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน การได้เล่นกับทีมเช่นนี้จะเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าแน่นอน”

มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานนับจากปี 2007 ในรอบก่อนรอบคัดเลือกในเกมกับ มองโกเลีย ซึ่งเป็นก้าวแรกสู่เส้นทางสายแอฟริกาใต้ จากนั้น 4 นัดก็เป็นเกมกับเกาหลีใต้ ที่ทั้งสองทีมต้องไปเล่นกันที่สนามในกรุงเซียงไฮ้ เพราะเกาหลีเหนือ ปฏิเสธที่จะให้มีการชักธงชาติเกาหลีใต้ หรือบรรเลงเพลงชาติเกาหลีใต้ ในสนามที่กรุงเปียงยาง ที่ทำให้ จอง ถึงกับน้ำตาไหลอาบแก้ม

ด้วยเกมรับที่แกร่งดังภูผาหินกล้า และเกมโต้กลับที่รวดเร็วดุดันราวสายฟ้าฟาด เกาหลีเหนือ สามารถเข้าเป้ายเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มสุดหินที่มี ซาอุดิอาระเบีย, อิหร่าน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเกาหลีใต้ และได้ไปเล่นฟุตบอลโลกอีกครั้ง

“เราไม่เคยคิดถึงการเข้ารอบมาก่อนจะถึงรอบสุดท้าย แต่เมื่อผ่านไปแต่ละนัดเราก็เริ่มดีขึ้เรื่อยๆและเราก็สามารถที่จะปิดจุดแข็งของคู่แข่งของเราได้หมด” จอง เล่าย้อนหลัง “ผมมีความสุขมากในช่วงรอบคัดเลือกเพราะเพื่อนร่วมทีมของผมเก่งขึ้นเรื่อยๆ”

แต่กว่าจะได้ที่ 2 ในกลุ่มมาก็เป็นเรื่องลำบากมากเหลือเกิน ในเกมสุดท้าย เกาหลีใต้ ซึ่งได้แชมป์กลุ่มไปแล้วลงเล่นกับ อิหร่าน ในกรุงโซล ซึ่งทีมจากตะวันออกกลางต้องการชัยชนะเพราะจะทำให้ เกาหลีเหนือ ต้องบุกไปชนะที่ ซาอุดิอาระเบียด้วย

อิหร่าน เป็นฝ่ายขึ้นนำในเกมนั้นจนกระทั่ง ปาร์ค จี-ซอง มาตีเสมอให้เกาหลีใต้ ก่อนหมดเวลา 9 นาที ซึ่งนั่นหมายความว่าเกาหลีเหนือต้องการแค่ผลเสมอเท่านั้นในเกมที่ ริยาดห์

วันนั้น จอง นั่งดูเกมที่กรุงโซล อยู่ในห้องพักที่โรงแรมในเมืองหลวงของซาอุฯ และพยายามจะผ่อนคลายตัวเองก่อนเกม “ปาร์ค จี-ซอง ได้ช่วยเหลือเราอย่างดีที่สุด เขาทำให้เราได้โอกาสทอง มันน่าตื่นเต้นมากในเกมน้น ผมนั่งดูเกมกับ อาห์น ยอง-ฮัค และเราก็กระโดดกอดกันตัวกลมในตอนที่ ปาร์ค ทำประตูได้ เรารู้ว่าเราขอแค่เสมอเท่านั้น และผมก็มีความเชื่อมั่นว่าเราจะหน้าที่ของเราได้ในซาอุดิอาระเบีย เราพยายามเน้นเกมรับ ผมรู้ว่ามีกองหน้าไม่กี่คนที่จะฝ่าเกมรับของเราเข้าไปได้”

เกมนั้นจบลงด้วยผลเสมอแบบไม่มีสกอร์ และธงสีแดงฉานของเกาหลีเหนือก็ได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก

“ตอนที่สิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย ผมดีใจและตื่นเต้นมาก ผมร้องไห้อยูนาน ตอนที่กลับมาถึงโรงแรม เราตั้งใจจะไปหาอะไรดื่มฉลองกันหน่อย แต่ทุกคนก็เหนื่อยมาก เราแค่ทานมื้อเย็นแล้วก็เข้านอนกันเลย”

“นักเตะในทีมได้กลับไปในกรุงเปียงยาง และมีการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ แต่วันนั้นผมไปไม่ได้แต่มันก็พอจะจินตนาการได้ว่าจะอลังการขนาดไหน เพราะเกาหลีเหนือ ไม่ได้ผ่านไปเล่นฟุตบอลโลกมาตั้งแต่ปี 1966 ทุกคนจะตื่นเต้นและมีความสุขมากที่เราได้ผ่านเข้ารอบ”

 

ชัยชนะนี้คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของ คิม จอง-ฮัน ซึ่งมีน้อยคนที่จะรู้จักเขามากไปกว่าแค่ภาพภายนอกของโค้ชหัวโบราณ​คร่ำครึที่ใส่เสื้อแจ็คเกตกางเกงวอร์มตลอดเวลา และพร้อมจะแสดงความเกรี้ยวกราดต่อผู้สื่อข่าวที่เรียกทีมของเขาว่า “เกาหลีเหนือ”​มากกว่า “สาธารณรัฐประชาธิไตยประชาชนเกาหลี” (DPRK) 

ลูกทีมทุกคนชื่นชมและยกย่องเขาอย่างสูง แต่ตัวของเขาเองก็เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของทีมเช่นกัน นั่นคือเขาไม่มีประสบการณ์ในเกมระดับชาติมาก่อน

ในอดีตมีเกมกระชับมิตรน้อยมากไม่ว่าจะเป็นเกมออกไปเยือน หรือจะเป็นเกมที่ชาติอื่นจะมาเยือนกรุงเปียงยาง โดย ไนจีเรีย มีกำหนดการณ์จะเดินทางมาในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา แต่ก็ตัดสินใจยกเลิกเมื่อพบว่าพวกเขาต้องเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรเลย อย่างน้อยที่สุดในแง่ของฟุตบอล เกาหลีเหนือก็มีการเดินทางไปแอฟริกา อเมริกาใต้ และยุโรป ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

แม้ทุกอย่างจะไม่ค่อยราบรื่นนัก เกมกับ ชิลี ถูกยกเลิกไปเพราะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. ส่วนเกมที่จีนก็ถูกยกเลิกเช่นกันเพราะมีปัญหาอาหารเป็นพิษ และแคมป์เก็บตัวในซิมบับเว ก็ถูกยกเลิกเพราะมีการประท้วงของคนท้องถิ่นเนื่องจากในปี 1980 เกาหลีเหนือ เคยช่วยสร้างสะพานรถไฟให้กับกองทัพของซิมบับเว จนเป็นเหตุให้มีชาว เอ็นเดเบเล เสียชีวิตไปกว่า 20,000 คน

ยังมีความพยายามในการสนับสนุนจากฝ่ายอื่นๆด้วย แต่สำหรับแฟนๆนั้นคาดว่าจะมีจำนวนน้อยที่เป็นชาวเกาหลีเหนือจริงๆจะได้เดินทางไปดูเกมที่แอฟริกาใต้ แต่สำหรับชาวเกาหลีเหนือในญี่ปุ่น อาจจะมีโอกาสได้ไป และสมาคมกีฬาเกาหลีเหนือในกรุงปักกิ่ง ก็ได้รับตั๋วมา 1,000 ใบสำหรับแฟนบอลชาวจีน ซึ่งที่นี่ยังมีฐานที่ตั้งของแฟนบอลนานาชาติของเกาหลีเหนือที่เรียกว่า “สมาคมแฟนฟุตบอลเกาหลีเหนือ” ที่มีการดำเนินการโดยชาวอังกฤษ 2 คน ที่จะส่งแฟนบอล 300 คนตามไปเชียร์ทีมทุกที่ในโลก 

ในขณะที่เกาหลีใต้ จะมีการส่ง “เรด เดวิลส์”​ไปไม่กี่ร้อยคน เนื่องจากค่าใช้จ่าย, ระยะทาง และความกังวลในความปลอดภัย ทำให้มีโอกาสที่เราจะได้เห็นแฟนบอลเกาหลีเหนือเดินทางไปมากกว่าด้วยซ้ำ

แต่ จอง ก็คาดหวังให้ประเทศเพื่อนบ้านทำผลงานได้ดีในแอฟริกาใต้ และเขาก็ยังมีผลงานเขียนประจำอยู่ในสื่อในกรุงโซล แม้ว่าสถานการณ์ระหว่างสองประเทศจะตึงเครียดขึ้นจนถึงขีดสุดในเวลานี้จากเหตุการณ์ที่ เกาหลีใต้ อ้างว่าเกาหลีเหนือ ได้ยิงตอร์ปิโดจมเรือรบโชนัน ในเดือน มี.ค.

นอกจากนี้ จอง ยังหวังจะเห็นเกาหลีใต้ ได้จัดฟุตบอลโลก 2022 อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ด้วย เพราะมันอาจหมายถึงการที่เกาหลีเหนืออาจจะมีส่วนร่วมได้เป็นเจ้าภาพด้วยกัน

“ถ้าฟุตบอลโลกได้จัดที่เปียงยางจริงมันจะเป็นสุดยอดความฝันของเรา ทุกคนตื่นเต้นกับฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้มากในตอนนี้ ดังนั้นการได้จัดฟุตบอลโลกในบ้านของเราเองก็คงจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก เหมือนตอนปี 2002 ที่เราได้เห็น เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกก็น่าประทับใจแล้ว และถ้าเกาหลีเหนือ ได้เป็นเจ้าภาพและมีแฟนบอลเชียร์อยู่ เราก็น่าจะทำได้ดีเช่นกัน”

“มันอาจจะไม่ง่ายนักในทางการเมืองที่เราจะกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่สำหรับกีฬาแล้วไม่มีอะไรแบ่งแยกเราได้ ถ้ามีการแข่งขันทั้งที่เกาหลีใต้ และเกาหลีเหนือ มันก็อาจจะนำไปสู่ความสงบและสันติภาพแห่งคาบสมุทรเกาหลีก็เป็นได้”

 

จำนวนผู้ชมทั้งหมด 344 คน
จำนวนความคิดเห็นทั้งหมด 0 คน

กล่องแสดงความคิดเห็น
Message :
Name :

 

 
วิเคราะห์ วิจารณ์

Home Football Live Score M Service วิเคราะห์ วิจารณ์ Columnist Feature!! World Sport SI Angle Clip VDO