
มากบ้างน้อยบ้างฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็สร้างสีสันให้กับชาวโลกได้ไม่น้อยจริงๆ
มีหลายนัดที่เป็นเกม“คุณภาพ”ที่ไม่ใช่เรื่องจำนวนประตูเยอแยะมากมาย แต่คือการเล่นที่ดี นักเตะในสนามแสดงความมุ่งมั่นทุ่มเท การต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ ไม่ยอมถอย
เกมที่ผมเชื่อว่าน่าจะสร้างความประทับใจให้กับทุกคนและเป็นที่กล่าวถึงกันมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือเกมระหว่าง บราซิล และ เกาหลีเหนือ
คู่นี้ถ้าเราเอารายชื่อผู้เล่นมาว่ากันบนกระดาษ มันไม่ต่างอะไรจากขอบฟ้ากับหุบเหวครับ
นักเตะคนเดียวของเกาหลีเหนือที่เป็นที่รู้จักก็คือ จอง แต-เซ กองหน้าจากทีมคาวาซากิ ฟรอนทาเล่ ในเจ-ลีก ญี่ปุ่น เจ้าของสมญา “รูนี่ย์แห่งเกาหลีเหนือ” ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเราจะรู้จักดีอะไรมากมาย
ถ้าไม่ใชฟุตบอลโลก ชื่อและเรื่องราวของนักเตะจากประเทศที่โลกทั้งใบไม่สามารถจินตนาการได้ว่าข้างในเกราะเหล็กของพวกเขามันเป็นอย่างไร คนเกาหลีเหนือกินอยู่กันอย่างไร มีชีวิตที่ดีหรือตกนรกหมกไหม้อยู่ข้างใน
โค้ชอย่างคิม จอง-อุน ยังถูกสื่อมวลชนมองในฐานะ “ตัวประหลาด”เมื่อมาถือสาหารือกับแค่การเรียกขานชื่อประเทศ โดยมีข่าวว่าโค้ชคิม ไม่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเพียงเพราะเรียกชื่อประเทศว่า “เกาหลีเหนือ” (North Korea) ไม่ใช่ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี” (DPRK)
แต่เกาหลีเหนือ ก็สู้กับ “โอ เซเลเซา” แชมป์โลก 5 สมัย และยังเป็นเต็งลำดับต้นของการแข่งขัน อุดมไปด้วยนักเตะซูเปอร์สตาร์พันล้านล้นทีมได้อย่างน่าชื่นชม
ในทางการเมืองหลายๆเรื่องของเกาหลีเหนืออยู่มันเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกยอมรับไม่ได้
แต่ในทางกีฬา ผลงานของโสมแดงในเกมที่เอลลิส ปาร์ค ทำให้พวกเขาได้รับเสียง “ชื่นชม” จากโลกทั้งใบ
เรื่องอื่นๆสำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่เป็นที่พูดถึงกันตลอดตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์ก็คือ “วูวูเซล่า” “จาบูลานี่”และ “Waka Waka”
จริงๆทั้ง 3 เรื่องนี้ผมได้ถ่ายทอดไปแล้วครั้งนึงก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มในหัวข้อ “สิ่งละอันพันละน้อยในฟุตบอลโลก 2010”
อย่างไรก็ดี พลานุภาพของ 3 สิ่งนี้มันรุนแรงและส่งผลต่อทัวร์นาเมนต์กีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในแง่ดีนั้นบทเพลง Waka Waka (This Time for Africa) ของสาวสะโพกดินระเบิด “ชากิร่า”ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นหนึ่งในเพลงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุด
มันเป็นความ “ลงตัว” ที่ดีมากครับ แม้ว่าชากิร่า จะเป็นสาวจากโคลอมเบีย ซึ่งเป็นประเทศในละตินอเมริกา แต่ด้วยรูปร่างหน้าตา และ “สไตล์”ของเธอ มันก็ชวนให้เราเชื่อได้ไม่ยากว่าเธออาจจะเป็นลูกสาวคนสวยของหัวหน้าเผ่าอะไรสักเผ่าในแอฟริกา
เส้นเสียง ท่วงทำนอง ลีลา จากบทเพลงของเธอได้สร้างความคึกคักให้กับโลกทั้งใบ
ยิ่งปีนี้ไม่ต้องไปจำอะไรมากไปกว่าร้องคำว่า “วาก้า วาก้า”และท่าเต้นง่ายๆที่เต้นตามกันได้ มันก็ทำให้เรา “อิน” ตามกับเพลงคึกคักที่สะท้อนอารมณ์สนุกสนานแบบแอฟริกาได้ดีไม่แพ้บทเพลง Wavin Flag ที่ฮิตระเบิดก่อนหน้านี้
แต่บทเพลง Waka Waka นั้นจะคึกคักก็เพราะนอกสนาม หรือช่วงก่อนลงสนามเท่านั้น
ที่ดังกระหึ่มจริงๆในเวลาการถ่ายทอดสดก็คือ “วูวูเซล่า” อุปกรณ์การเชียร์สัญชาติแอฟริกาใต้ ที่นาทีนี้ไม่มีใครในโลกที่ไม่รู้จัก
ในสายตาผมว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่รูปร่างน่ารักอยู่บ้าง บวกกับสีสันที่ “แซ่บ”สมกับการเป็นแอฟริกา
แต่ด้วยพลังเสียงของมันที่ถ้าเป่าอันเดียวคงไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อเป่ารวมกันเป็นพันเป็นหมื่นอัน ก็ต้องยอมรับกันว่าเสียงของมันไม่ได้ “เสนาะหู” เหมือนอุปกรณ์การเชียร์อื่นๆ
“ลูกแม่กิ่ง”น้องเล็กครอบครัว “คิกออฟ” เล่าให้ผมฟังว่าเสียงสะท้อนที่มีต่อวูวูเซล่า ในสังคมออนไลน์ “ทวิตเตอร์”(ลูกแม่กิ่ง @mcmetha ครับ ส่วนของผมเองเอาไว้จะสมัคร อิๆ) ค่อนข้าง “ติดลบ”มาก
เสียงหึ่งๆเหมือนแมลงหวี่แมลงวัน จะเป่าอะไรกันนักหนา หูจะแตกแล้ว รวมถึงมีการช่วยกันหาวิธีปรับลดเสียงด้วยการลด Equaliser ในย่านความถี่ 300Mhz คือเสียงสะท้อนจากนกกระจิบทวิตเตอร์
ออกแนว “ทำลาย”มากกว่า “สร้างสรรค์”
เรื่องนี้ถึงขั้นที่มีการเรียกร้องให้มีการ“แบน”วูวูเซล่า จากการแข่งขัน เพราะขนาดคนอยู่ทางบ้านนั่งดูการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ยังทนไม่ได้ นับประสาอะไรกับคนในสนามที่อาจจะหูดับกับอุปกรณ์ที่ส่งเสียงเชียร์ในระดับ 120 เดซิเบล
อย่างไรก็ดี ผมเห็นด้วยกับ เซปป์ แบลตเตอร์ ที่ยืนยันจะไม่มีการแบนอุปกรณ์การเชียร์ถ้ามันเป็นเรื่องของ “วัฒนธรรม”
เสียงมันอาจจะไม่ไพเราะเสนาะหูนัก แต่เชื่อผมเถอะครับวันไหนที่ไม่มีมันเราจะคิดถึงมัน
แต่ที่นักฟุตบอลไม่อยากจะคิดถึงจริงๆในฟุตบอลโลกหนนี้ก็คือ จาบูลานี่ ลูกบอลมรณะที่พอได้ติดตามดูด้วยตาตัวเองแล้ว พบว่ามันแย่อย่างเสียงล่ำลือจริงๆ
โดยเฉพาะน้ำหนักของบอลที่เบาเกินไป เมื่อพุ่งแหวกอากาศพ้นณจุดที่ไร้แรงต้านแล้วทำให้มันเหินละลิ่วไปเหมือนว่าวติดลมบน ไม่ต่างกับการเอาลูกวอลเล่ย์บอลเบาๆมาเตะเล่นกันนั่นแหละครับ
ด้วยการควบคุมที่ยากของมัน ทำให้ฟุตบอลโลกครั้งนี้นักเตะมีปัญหากันเยอะ ผู้รักษาประตูที่มือเหนียวไม่พอก็จะมีอาการ “ลนลาน” รับไม่อยู่กับมือ (ซึ่งเป็นเพราะผิวสัมผัสของมันไม่เหมือนลูกฟุตบอลทั่วไป) ขณะที่จอมปั่นฟรีคิกทั้งหลายก็เซ็งตามๆกันไปเพราะคำนวนแรงได้ยาก
ยิงเบาก็ไม่ได้ลุ้น ใส่น้ำหนักมากไปก็เหินข้ามคานออกไปอีก
ด้วยพิษบอลจาบูลานี่ ทำให้เราไม่ได้เห็นการเล่นลูกเซ็ตเพลย์ที่มีประสิทธิภาพนัก ไม่มีฟรีคิกระดับโลกให้เห็นเลย
และที่เป็นประเด็นพูดถึงในทางลบที่แย่กว่านั้นก็คือ เรื่องของการ “เอาเปรียบ”ของอาดิดาส ผู้ผลิตลูกฟุตบอลที่เป็นสปอนเซอร์หลักของการแข่งขันมายาวนานตั้งแต่ปี 1970 ที่ให้ลูกบอล จาบูลานี่ มาทดลองใช้ในการแข่งขันบุนเดสลีกา ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ถ้าตามเรื่องเขาว่าก็คือมันทำให้นักเตะ “อินทรีเหล็ก”คุ้นเคยกับลูกบอลนี้มากกว่าใคร ฟอร์มในเกมแรกจึง “ตระการตา” อย่างที่เห็น
ทางด้านอาดิดาสเองก็ออกมายอมรับว่าได้ “เตือน”ทีมต่างๆที่เข้าแข่งขันฟุตบอลโลกว่าให้มาเอาลูกบอลไปฝึกซ้อมตั้งแต่เดือน ก.พ.แล้ว
ขณะที่อังกฤษ ติดปัญหาสปอนเซอร์ทั้ง “อัมโบร” ในทีมชาติ และ “ไนกี้” ในพรีเมียร์ลีก ทำให้ไม่สามารถเอาลูกบอลจาบูลานี่ มาใช้ได้ กว่าจะได้มาสัมผัสจริงๆก็คือช่วงเก็บตัวก่อนฟุตบอลโลกไม่นาน
เรื่องนี้ถ้าเป็นจริงก็ต้องยอมรับครับว่าดูไม่ดีนัก แต่เราก็ต้องแยกแยะให้ออกว่ามันมีเหตุมีผลกันหรือไม่
โดยส่วนตัวผมว่าลูกฟุตบอลมีผลต่อการเล่นในสนามจริง แต่การจะเอามาใช้เป็นข้ออ้างแบบนี้ มัน “น้ำขุ่นๆ” ไปนิดหน่อย
ถ้าลิโอเนล เมสซี่ ยังเลี้ยงบอลเหมือนตีนติดตะขอ ถ้าโรบินโญ่ ยังจ่ายทะลุช่องด้วยน้ำหนัก “เท้าชั่งทอง” ให้ เอลาโน่ หลุดเข้าไปยิงเกาหลีเหนือได้ ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไร
และในความเป็นจริงผมก็ไม่เห็นจะมีโค้ชชาติไหนบ่นในเรื่องลูกฟุตบอลให้เห็น มีแต่สื่อและแฟนบอลที่พูดถึงกันมากกว่า
|