
เป็นธรรมดาไม่ว่าจะเป็นกีฬาอะไรก็ตาม ที่มีจุดสูงสุดแล้วก็ต้องมีจุดร่วงโรยเป็นธรรมดา คำถามคือคนเราจะเลือกร่วงโรยอย่างสง่างาม หรือจะไม่ยอมแพ้สังขารอยู่สู้จนถึงวินาทีสุดท้าย
สำหรับฟุตบอล ซึ่งอายุของนักกีฬาเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องวิ่ง ปะทะ และใช้กำลังตลอดเวลา ช่วงที่สามารถเล่นได้อย่างเต็มกำลังที่สุด มีการวิเคราะห์กันว่า มีเพียงแค่ช่วงอายุ 18-33 ปีเท่านั้น
ดังนั้นการที่เราเห็นนักกีฬาที่ขึ้นชื่อว่าวันหนึ่งเป็นแถวหน้า แต่ปัจจุบันรอแค่วันปลดระวาง จึงเป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ตาม ก็อดใจหายไม่ได้เหมือนกันที่ผู้เล่นหลายๆคนที่เติบโตขึ้นมากับเรา บางความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อน วันนึงต้องอำลาจากสนามไปแล้ว
ในฟุตบอลโลกแทบทุกครั้ง มักจะมีการเปลี่ยนถ่ายยุคสมัยอยู่เสมอ ในเวิลด์คัพ 2006 ที่เยอรมนี เป็นการสิ้นสุดยุคทองของซีเนอดีน ซีดาน,หลุยส์ ฟิโก้,โรเบอร์โต้ คาร์ลอส หรือโรนัลโด้ "เอล ฟิโนมิโน่"
ทั้งสี่คนดังกล่าวในยุคที่พวกเขารุ่งเรืองที่สุด ถือเป็นสุดยอดตำนานที่ไม่มีใครเทียบ "กาแล็กติกอส" ในยุคฟลอเรนติโน่ เปเรซครั้งแรก คือการรวมตัวอันยิ่งใหญ่ที่จนถึงวันนี้ก็ยังหาทีมไหนเทียบชุดนั้นได้ยาก
พอมาถึงฟุตบอลโลก 2010 ที่จบลงไป นักเตะหลายๆคนก็ถึงเวลาผลัดใบอีกครั้ง ผู้เล่นระดับท็อปที่เราคุ้นเคยกันมาตลอดนับสิบปี ต่างเดินทางออกไปหาอนาคตใหม่ๆของตัวเอง
"เธียร์รี่ อองรี" สุดยอดตำนานแห่งอาร์เซนอล ผู้คว้าตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 3 สมัย นักเตะอัจฉริยะที่บุคลิกดีมีเสน่ห์ หลังจากประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีก เขาก็ย้ายไปบาร์เซโลน่า ไปคว้าแชมป์นับไม่ถ้วนที่สเปนอีก แต่สุดท้ายงานเลี้ยงก็ต้องเลิกรา
เมื่อบาร์ซ่า คว้าตัวใหม่สด อย่างดาวิด บีญ่า เข้ามา แถมเปโดร โรดริเกวซ เด็กปั้นของสโมสรก็มาแรงทุกขณะ ทำให้อองรีวัยย่าง 33 ไม่เหลือที่ว่างเป็นตัวจริงอีกต่อไป นั่นทำให้เขากระโดดย้ายไปนิวยอร์ก เรดบูลล์ ในเมเจอร์ลีกสหรัฐ
หลายคนเชื่อว่า ถ้าอองรี ยังคงเล่นได้ตามมาตรฐาน โอกาสที่เขาจะยิงประตูต่อเนื่องก็ยังมี เพราะอย่างที่รู้ว่าเกมรับของทีมในสหรัฐก็ถือว่ายังไม่แกร่งนัก ฝีเท้าอย่างอองรี สามารถเจาะเข้าไปปิดบัญชีได้อย่างไม่ยากเย็นเลย เหมือนในนัดกระชับมิตรกับสเปอร์ส ที่เขาลงประเดิมและยิงได้ทันที
คนถัดมาคือ "ราอูล กอนซาเลส" แน่นอนว่าราอูลคือสัญลักษณ์ของเรอัล มาดริด เขาอยู่ที่นั่นมาถึง 18 ปี ตั้งแต่เป็นเยาวชนจนก้าวขึ้นเป็นกัปตันทีม เป็นสุภาพบุรุษนักกีฬาตัวจริง ขนาดที่ว่าในยุคแกแลกติกอส ที่ทีมซื้อสตาร์มามากมาย แต่เขาก็ยังรักษาตำแหน่งตัวจริงได้อย่างเหนียวแน่น
ทว่าในวัย 33 ทั้งๆที่ฟอร์มการเล่นยังจัดว่าเยี่ยม แต่คู่แข่งราอูล ในเรอัล ตอนนี้มีทั้งกอนซาโล่ อิกวาอิน,คริสติอาโน่ โรนัลโด้ และคาริม เบนเซม่า ทำให้ราอูล ที่เชื่อมั่นในฝีเท้าของตัวเองเสมอ ต้องยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว ย้ายไปเล่นให้ชาลเก้ 04 ที่ได้ไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกเช่นกันในซีซันนี้
ราอูล เป็นนักเตะที่หลายๆคนคาดว่าจะก้าวไปถึง การรีไทร์เบอร์เสื้อ เบอร์ 7 และแขวนสตั๊ดไปกับเรอัล มาดริดเลย แต่ทว่าหนทางของนักกีฬา เมื่อยังมั่นใจในฝีเท้าอยู่ แม้จะรักแค่ไหนกับทีมเก่า ก็ต้องอำลาไปอยู่ดี
ถ้าใครดูวีดีโอที่ราอูล มาอำลาแฟนๆเรอัล ในเบร์นาบิว จะเห็นว่าเป็นภาพที่กระชากความรู้สึกมาก เพราะสมัยนี้จะมีนักเตะกี่คนที่รักสโมสรขนาดอยู่มานานเป็นสิบๆปี แต่แม้กระทั่งคนแบบนี้ ก็ยังไม่มีที่ยืนในทีม มันน่าเศร้าดีนะครับ
เมื่อพูดถึงราอูล จะไม่คิดถึง "กูตี" ก็คงไม่ได้ กูตีนั้นถ้าเรื่องความจงรักภักดีนั้นยิ่งกว่าราอูลเสียอีก เพราะอยู่กับทีมมาตั้งแต่ 11 ขวบ สมัยเป็นเยาวชน จนอยู่กับทีมมานานถึงเกือบ 25 ปีแล้ว และได้รับตำแหน่งเป็นรองกัปตันทีม
กูตีถือว่าเป็นผู้เล่นที่หลากหลายมาก เขาสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแผงมิดฟิลด์ แถมบางครั้งยังไปเล่นกองหน้าได้อีกด้วย การยืดหยุ่นชั้นเยี่ยมขนาดนี้ ทำให้ถึงเปลี่ยนโค้ชไปกี่คน แต่กูตี ก็สามารถปรับตัวได้ตลอด มีที่ยืนให้เขาลงเล่นอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ในยุคของโจเซ่ มูรินโญ่ ที่ออกมาการันตีว่า จะไม่มีที่ว่างให้กูตีอีกแล้ว ทำให้เขาต้องออกไปหาทีมที่เห็นค่าของตัวเอง และเบซิกตัสก็คือทีมนั้น
เบซิกตัสเป็นทีมที่ดี และอันตรายทีเดียว การได้กูตีมาเสริม ทำให้ทีมที่มีตัวดีๆหลายคนอยู่แล้ว เช่น ริคาร์โด้ ควาเรสม่า,นิฮัท คาเวซี่,มาเธียส เดลกาโด้ และรุสตู เร็กเบอร์ ดูน่ากลัวมากขึ้นไปอีก
ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีต นักเตะอย่างอองรี,กูตี และราอูล ถือว่าเป็นประเภทที่ "แตะต้องไม่ได้" เป็นนักเตะระดับโลกที่สโมสรไม่มีวันขายให้ใครไม่ว่าจะราคาเท่าไหร่ก็ตาม แต่สุดท้ายทั้งหมดก็ร่วงโรยตามเวลา โดนปล่อยไปแบบไม่มีค่าตัว
แน่นอนครับว่าธรรมชาติของการกีฬา มันก็ต้องเป็นแบบนั้น คลื่นลูกใหม่ย่อมกลบคลื่นลูกเก่าเป็นธรรมดา สิ่งเดียวสำหรับนักกีฬาที่ต้องคิดคือสู้ต่อไป และสำหรับนักแฟนๆก็ต้องทำใจ และยอมรับความเป็นไป ว่าทุกสิ่งมันเกิดขึ้นและดับลง มันต้องเป็นอย่างนั้น
ซึ่งสุดท้ายแล้วบทสรุปมันก็จะวนมาอีกครั้ง ในปัจจุบัน คือยุคทองของลีโอเนล เมสซี่,คริสติอาโน่ โรนัลโด้,เวย์น รูนีย์ หรือเฟร์นันโด ตอร์เรส แต่ทั้งหมดในวันหนึ่งก็จะแก่ตัวลง และพ่ายสังขารไปอีกชุดเช่นกัน
นี่คือสัจธรรมในวงการกีฬา เกิดขึ้นและดับลง ถึงจะเหงาๆนิดหน่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ
|