รับผลและวิเคราะห์ แบบเป็นครั้งค่าบริการ 5 บาท/ครั้ง
www.sportinter.com Mobile *4966 ทีเด็ด มิสเตอร์น็อคโต๊ะ วิเคราะห์วิจารณ์
Feature
ฟาบิโอ คาเปลโล่ : ผมรักงานและการใช้ชีวิตของผมในลอนดอน...และอังกฤษ จะเป็นงานสุดท้ายในชีวิตของผม

อังกฤษ จะเริ่มต้นอย่างล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็จะพยายามสู้อย่างแกล้วกล้าและเริ่มฉายแววเด่นไปจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่จากนั้นก็จะตกรอบด้วยการแพ้ในการดวลจุดโทษ

สคริปต์แบบนี้เป็นที่คุ้นชินสำหรับแฟนบอล “สิงโตคำราม” ที่ต้องทำใจกับเรื่องทำนองนี้มาโดยตลอด

แต่หากฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ ในครั้งนี้จะจบลงอย่างนั้นอีกคนที่จะไม่ให้อภัยตัวเองเลยก็คือนายใหญ่ของทีมสิงโตสามตัว ฟาบิโอ คาเปลโล่ แม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นคนแรกที่ได้ทดลองมันก็ตาม

“ผมลืมเรื่องนี้ไปแล้วจนคุณมาบอกผมเนี่ยแหละ” คาเปลโล่ ตอบนักข่าว “ผมจะพูดอะไรได้ล่ะ? ขอโทษงั้นเหรอ”

เรื่องของเรื่องที่กลายเป็นต้นกำเนิดของการ “หักอก”​ผู้คนมากมายทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอล ทีมฟุตบอล หรือแฟนบอล เกิดขึ้นในปี 1970 โดย คาเปลโล่ กำลังเล่นให้กับโรม่า ในรายการยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ

“เราไปถึงรอบตัดเชือกและเจอกับทีมจากโปแลนด์ ที่ชื่อว่า กอร์ซนิค ซาเบรเซ่” เขาเล่าต่อ “เราเล่นกับพวกเขามา 330 นาที ใน 3 เกม โดยมี 2 นัดที่ต้องเล่นต่อเวลาพิเศษ ผมยิงจุดโทษเข้าไป 2 ครั้ง แต่ว่ามันก็ยังจบลงด้วยการเสมอกันอยู่ดี ดังนั้นก็เลยมีการตัดสินด้วยการโยน “หัว-ก้อย” กัน

“เราเลือกหัว แต่มันออกก้อย” คาเปลโล่ เล่าถึงหนึ่งในวันที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต

ผลการตัดสินดังกล่าวถูกมองว่าโหดร้ายเกินไปมากและนำไปสู่การที่ฟีฟ่า ได้ประกาศให้นับจากนี้ไปจะใช้การตัดสินด้วยการยิงลูกจุดโทษในปีถัดไปทันที

แม้ว่าวันและคืนที่ผ่านมายาวนานได้ทำให้เราเริ่ม “คุ้นเคย”​กับความเจ็บปวดของอาการ “อกหัก”​หากพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษ แต่ว่าไม่ใช่แน่นอนสำหรับนายใหญ่สุดเฮี้ยบที่ชื่อ ฟาบิโอ คาเปลโล่ คนนี้

อย่างน้อยที่สุดอังกฤษ จะไม่แพ้ใครในการดวลจุดโทษในฟุตบอลโลกครั้งนี้ นี่คือคำสัญญาจาก “ดอน ฟาบิโอ”

“ไม่มีทางแพ้แน่”​คาเปลโล่ การันตีให้แฟนบอลมั่นใจ “เราจะมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการดวลจุดโทษถ้าจำเป็น เรารู้วิธีที่จะรับมือกับมันในทุกสถานการณ์โดยปราศจากความรู้สึกกลัว”

โดยปกติแล้ว คาเปลโล่ เป็นคนที่คุยด้วยยาก ไม่ว่าจะโดนบุคลิกโดยธรรมชาติที่เป็นคนปิด เก็บตัวเอง โดยมีเอเยนต์ที่ชื่อ ปิแอร์ฟิลลิปโป้ ซึ่งเป็นลูกชายของตัวเอง จะเป็นคนจัดการเรื่องราวต่างๆตามใจพ่อมากกว่าจะมาตามใจสื่อ

คาเปลโล่ มองเรื่องการพูดต่อหน้าสาธารณะเป็นเรื่องเลวร้าย และหนึ่งในเรื่องที่เขาได้มีโอกาสพูดต่อลูกทีมในครั้งแรกที่ได้เจอกันในเดือน ม.ค. 2008 ก็คือการขอคำมั่นใจให้ลูกทีมพยายามแสดงออกต่อสื่อน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมีเขาทำเป็นตัวอย่างให้ดูด้วยตัวเอง

แต่ก็ไม่เสมอไปที่ คาเปลโล่ จะหนีสื่อ เพราะมีนักข่าวฟุตบอลที่ได้พบและพูดคุยกับ คาเปลโล่ เป็นการส่วนตัว เช่นนักข่าวอังกฤษ ที่ได้พบกับ คาเปลโล่ ในสนามซ้อม มิลาเนลโล่ ในกรุงมิลาน และได้ฟังทรรศนะในเรื่องแท็คติกส์ของทีมชาติอังกฤษ ว่าเป็นทีมที่แข็งแกร่งแต่ขาดเทคนิค ขาดจินตนาการในแบบนักเตะละติน ที่คาเปลโล่ ยกให้เก่งที่สุดในโลก

“ผมจำการซ้อมครั้งแรกกับทีมชาติอังกฤษได้”​เขากล่าว

“ผมประหลาดใจมาก เพราะนักเตะนั้นเก่งมาก แต่พอผมได้เห็นพวกเขาเล่นในเกมอุ่นเครื่องกับ สวิตเซอร์แลนด์ ผมก็เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2008 พวกเขาไม่มีทีมสปิริต พวกเขาไม่ได้เล่นเหมือนที่เล่นในสโมสร พวกเขาเล่นโดยมีความกลัวกัดกินในใจ ผมเลยบอกกับตัวเองว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องของจิตใจ ผมต้องจัดการแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้”

ในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด ความคิดด้านลบบุกจู่โจมนักเตะอังกฤษทุกคนในช่วงเวลาท่ี่สำคัญที่สุด ซึ่งทั้ง สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ แฟรงค์ แลมพาร์ด ต่างก็ยอมรับเรื่องนี้ ด้าน คาเปลโล่ ก็เอาจริงในการแก้ไขเรื่องนี้โดยได้จ้าง “โค้ชจิตวิทยา” ที่ชื่อ คริสเตียน ลาตตานซิโอ อดีตโค้ชของ เวสต์แฮม มาทำงานเรื่องนี้โดยตรง

คาเปลโล่ ต้องการให้นักเตะบอกกับตัวเองว่าพวกเขาจะทำประตูได้ เขาอยากให้นักเตะได้เชื่อมั่นในตัวเองว่ามีพลังจะสร้างความสุขให้กับทุกคนได้

อย่างไรก็ดี คาเปลโล่ ไม่ได้พึ่งพิงแค่ ลานตานซิโอ เท่านั้น นักเตะอังกฤษ ต้องทำการซ้อมยิงจุดโทษทุกครั้งเพราะความรับผิดชอบบนสองบ่าของทุกคนนั้นสูงลิบและหนักอึ้ง จะมาคิดว่า “ก็แค่ยิงจุดโทษ” ไม่ได้แล้ว

“โค้ช ต้องวางแผนสำหรับเกมแต่ละนัด”​เขากล่าว “โค้ชต้องเลือกแผน ต้องพยายามปลุกใจของลูกทีม และลบความกลัวในจิตใจของพวกเขา โค้ชห้ามพลาดเด็ดขาด และสำหรับโค้ชทุกคนพวกเขาไม่มีทางถอยได้ เราสามารถพยายามทำทุกอย่างให้ดีพร้อมที่สุด แต่ถ้ามาโดนคู่แข่งยิงไกลเข้าไปก็ถือว่าเป็นผลงานที่ทุเรศอยู่ดี นักฟุตบอลจะคิดถึงเฉพาะตัวเอง แต่ผมต้องคิดแทนพวกเขาทั้ง 23 คน”

แล้วนักเตะพวกนี้จะเป็นเพื่อนกับเขาได้หรือไม่?

“ไม่ ไม่มีทางแน่ และผมก็จะไม่พยายามแบบนั้นด้วย”

เรื่องนี้เป็นความจริงเพราะเมื่อ คาเปลโล่ ปราฏตัวเขาจะมี “ออร่า”​ออกมาเสมอ อันนี้เป็นการยืนยันจาก เวย์น รูนี่ย์เอง และหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือความเงียบในห้องแต่งตัว

ทุกคนต่างจะรอให้ คาเปลโล่ พูดคำแรกออกมา และจะไม่มีคำผรุสาทหยาบคายหลุดมาจากปากของเขา ไม่มีการด่า ไม่มีการประจานให้เห็น

ในความสงสัยถึง “พลัง” ในตัวของเขาว่ามาจากไหนนั้น? บางทีเราอาจต้องมองย้อนกลับไปในปี 1943 เมื่อพ่อของเขา เกวเยร์ริโน่ ถูกกองทัพเยอรมัน จับตัวไปจากอิตาลี และต้องถูกคุมขังอยู่ในสถานกักกันนานถึง 2 ปี จนน้ำหนักตัวเหลือแค่ 6 สโตน (หน่วยวัดน้ำหนักชนิดหนึ่ง) 

เกวเยร์ริโน่ ไม่ยอมกลับไปอยู่กับภรรยา เอเวลิน่า เพราะยังไม่พร้อมจะกลับมาปกป้องดูแลครอบครัวได้ และพยายามดูแลตัวเองจนกระทั่งน้ำหนักกลับมาพอที่จะเป็น “สามีที่ดี” ได้ในอีกไม่ถึงปีถัดมา จากนั้น ฟาบิโอ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในเมือง ปิเยริส ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี

“คนในบ้านผมนั้นเป็นคนตรง และเข้มแข็งมาก”​คาเปลโล่กล่าว “เราจำเป็นต้องทำงาน มีวินัยในการทำงานสูงลิบ และเรื่องการเคารพและให้เกียรติผู้อื่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของพ่อผม เขามักจะบอกผมเสมอไม่ให้ทำตัวเหมือนแกะ”

“ผมจำได้ครั้งนึงตอนผมอายุ 4 ขวบ เราได้ไปเที่ยวแหลมริมทะเล พ่อช่วยผมใหปีนเขาขึ้นไปและจากนั้นเขาก็กระโดดลงน้ำไป แล้วก็บอกให้ผมพยายามกระโดดลงมาเอง ตอนนั้นผมอยู่สูงไปซัก 10 เมตรได้ แต่ผมก็ทำได้สำเร็จ ทั้งที่ตอนนั้นผมยังว่ายน้ำไม่เป็นด้วยซ้ำ”

คาเปลโล่ พยายามถ่ายทอดในสิ่งเดียวกันนี้ให้กับทีมของเขา เวย์น รูนี่ย์ ถึงกับบรรยายเขาว่าเป็น​“พ่อจอมเฮี้ยบ” และนักเตะอังกฤษ ทุกคนก็ได้รับแจ้งหลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานว่าพวกเขาจะได้พบกับแฟนและภรรยาแค่สัปดาห์ละครั้งในแอฟริกาใต้

สำหรับคาเปลโล่แล้ว เหล่า WAGs ก็เหมือนกับ “ไวรัส”​ชนิดนึง!

นอกจากนั้นยังมีการแบนไม่ให้ใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างทานข้าว และนักเตะทุกคนจะมีเคอร์ฟิวห้ามไปไหนหลัง 4 ทุ่ม รวมถึงต้องมาถึงสนามซ้อมก่อนเวลา 30 นาทีด้วย

“เราจำเป็นต้องตั้งกฎไว้” คาเปล่ อธิบาย “ผมไม่อยากจะพูดว่าเราต้องเป็นคนเฮี้ยบเสมอไป แต่นักเตะทุกคนต้องรู้ว่าเรามาเพื่อทำหน้าที่ ทำงาน เราต้องแสดงความพยายามให้เห็น เป้าหมายของผมก็คือรอบชิงชนะเลิศ ผมคิดว่าถ้าทุกคนฟิต เราก็จะเอาชนะทุกทีมได้”

แม้อังกฤษ​จะอยู่ในกลุ่มที่ถูกมองว่า “หมู”​ในรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก แต่คาเปลโล่ ก็ไม่มีประมาทแม้แต่น้อย โดยมองว่าชัยชนะเหนือ สหรัฐฯ และ สโลวีเนีย ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเกมที่แอฟริกาใต้ และยังมี แอลจีเรีย ที่อังกฤษ ไม่เคยเจอ

“พวกเขาเป็นทีมที่แข็งแกร่ง เหมือนกับทีมจากยุโรป” คาเปลโล่ ยืนยัน

“เราศึกษาพวกเขาอย่างระมัดระวัง และเราก็พร้อมแล้ว สำหรับรอบสุดท้าย สเปน มีความมั่นใจ มีระบบการเล่นที่ดีมากและทำให้ใครเอาชนะพวกเขาได้ยาก และพวกเขาก็ไม่ได้พึ่งพิงนักเตะคนไหนในการจะทำประตู”

“บราซิล ผมคิดว่าเป็นทีมที่ยากจะเอาชนะได้ และอาร์เจนติน่า ก็พัฒนาขึ้นมากหลังจากที่พวกเขาผ่านเข้ารอบมาได้”

“ยังมีเยอรมัน และอิตาลี และทีมอื่นๆที่ดีมากเช่นฮอลแลนด์ พวกนี้อันตรายทั้งนั้น”

แต่ถึงจะมีทีมอันตรายมากมาย แต่คาเปลโล่ ก็มีความมั่นใจใน 23 ขุนพลของเขา โดยเฉพาะสตาร์กองหน้าของเขา

“รูนี่ย์ ทำประตูได้มากมายในฤดูกาลนี้ ผมหวังว่าเขาจะรักษาฟอร์มแบบนี้ไปจนถึงแอฟริกาใต้ เขาเป็นเหมือนวัวกระทิง”

คาเปลโล่ ยังย้ำว่าทีมของเขาที่จะไปฟุตบอลโลก 2010 ล้วนเป็นมืออาชีพจากที่ได้เคยประสบมา แม้ว่าจะมีเรื่องอื้อฉาวนอกสนามบ้าง

“พวกเขาฟังและพวกเขาก็ทำตามอย่างที่ได้รับการสอนมาในสนามซ้อม มันก็อาจจะไม่เป็นแบบนั้นเสมอไปในประเทศอย่าง อิตาลี หรือสเปน เรื่องนอกสนามพวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากชาติอื่นๆ เพียงแต่สื่อไปให้ความสนใจมากกว่าแค่นั้น”

แต่ถึงสื่อจะจุ้นจ้านวุ่นวายอย่างไร - คาเปลโล่ ก็ยืนยันในความรักต่ออังกฤษ

“ผมรักงานของผม และการใช้ชีวิตของผมในลอนดอน ภรรยาของผม ลอร่า ก็มีความสุขดีที่นี่เช่นกัน” เขายืนยัน

สิ่งที่น่าประหลาดใจเล็กน้อย ก็คือคาเปลโล่ ซึ่งได้รับเงินปีละ 4 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งเหลือเฟือที่จะใช้ทำอะไรก็ได้ แต่สำหรับเขา คาเปลโล่ ได้พยายามเก็บสะสมงานศิลปะ

หลังชีวิตแต่งงานกว่า 40 ปี ทั้งคู่หลงรักในโรงมหรสพและการเดินทาง คาเปลโล่ อ้างว่าเขาได้เดินทางท่องไปเที่ยวชมโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์มาแล้ว “ครึ่งโลก”​ (ชอบที่สุดคือ เทท มิวเซียม)

“ผมไม่มีเพื่อนในวงการนี้” เขากล่าว “เพื่อนของผมอยู่ในแวดวงศิลปะ และโอเปรา ดังนั้นผมจะไม่พูดเรื่องฟุตบอลเวลาที่ไม่ได้ทำงาน”

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง โดยเพื่อนเก่าในทีมยูเวนตุส และกัปตันทีมชุดแชมป์โลก ดีโน่ ซอฟฟ์ ยังเป็เพื่อนกับเขาอยู่ อีกคนก็คือมือขวาที่ คาเปลโล่ ไว้ใจอย่าง ฟรังโก้ บัลดินี่ และ อิตาโล กัลบิอาติ ซึ่งคนหลัง คาเปลโล่ บอกว่าเขาเป็นทั้ง คู่ซ้อมมือเวลาเล่นกอล์ฟ, ยิงปืน เป็นช่างภาพซาฟารี และยังเป็นเซียนดำน้ำด้วย

ถ้าใครได้ใกล้ชิดกับ คาเปลโล่ ก็จะพบว่าเขามี 2 บุคลิกด้วยกันคือ คนหน้าหงิกที่เครียดกับการทำงาน และคนที่สนุกสนานกับชีวิตเมื่อไม่ได้ทำงาน

สำหรับรายการที่แอฟริกาใต้ คาเปลโล่ เอาจริงเอาจริงมากกว่าเดิมและวางกรอบ กฏเกณฑ์ต่างๆไว้มากมายที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง โดยภรรยาของเขาก็จะได้พบกับเขาเฉพาะในเวลาที่ว่างจริงๆเท่านั้น และก็อยากจะเห็นเหล่า WAGs ทำตามอย่างเคร่งครัดเช่นกัน

“ผมได้บอกกับนักเตะว่าสาวๆของพวกเขามาพัวพันด้วยก็เพราะนักฟุตบอลสมัยนี้ร่ำรวยมหาศาลตั้งแต่อายุไม่ถึง 25 ก่อนหน้านี้ สาวๆจะล้อมรอบดาราหนัง ดาราละคร ตอนนี้มันถึงยุคของนักฟุตบอลที่โด่งดังขึ้นง่ายดายและรวดเร็ว และมันก็ทำให้สาวๆแห่ตามกันมาก็แค่นั้น”

สิ่งที่เขาต้องการจะเห็นก็คืออยากให้ลูกทีมทุกคนได้มี “เนื้อคู่” ที่ดีและเหมาะสม

“การแต่งงานช่วยให้ เวย์น รูนี่ย์ สงบเสงี่ยมขึ้น ผมคิดว่าเขาเป็นนักฟุตบอลที่ดีขึ้นในวันนี้” คาเปลโล่ ยกตัวอย่าง

ครอบครัวที่อบอุ่นของ คาเปลโล่ นั้นแตกต่างจากอดีตกุนซืออย่าง สเวน โกรัน เอริคส์สัน ที่เป็นเพลย์บอยตัวพ่อ โดยลูกชายคนโตของเขา ปิแอร์ฟิิลิปโป้ ก็เพิ่งจะมีลูกสาวคนที่ 2 ที่ชื่อ มาร์ติน่า

“ความสุขของผมในทุกวันนี้ก็คือการที่ผมจะได้เห็นหน้าหลานๆของผม”

เมื่อเอ่ยถึงคาเปลโล่ มีสิ่งนึงที่เรายากจะได้เห็นจากเขาก็คือการแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์

แต่ครั้งนึงในปี 1995 คาเปลโล่ ถึงกับหลั่งน้ำตาท่ามกลางแฟนบอลกว่า 85,000 คนในสนามซาน ซิโร่ เมื่อ มาร์โก ฟาน บาสเท่น ต้องยอมอำลาวงการเนื่องจากอาการบาดเจ็บ

“ผมรู้สึกเสียใจมากที่เขาจะไม่สามารถลงเล่นฟุตบอลได้อีก เขาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดที่ผมเคยสอนมา เมื่อผมเริ่มต้นร้องไห้แล้วมันก็ยากที่จะหยุดได้ ซึ่งก็เหมือนกับตอนที่ผมอำลา เอซี มิลาน ผมยังร้องไห้บ้างเวลาซบซึ้งกับศิลปะหรือดนตรี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมได้เห็น เคลาดิโอ อับบาโด (วาทยากรชื่อดัง) ในการแสดงที่เบอร์ลิน มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดถ้าผู้ชายจะแสดงออกถึงความรู้สึกลึกๆข้างใน”

คาเปลโล่ จะอายุครบ 64 ปี ในช่วงฟุตบอลโลก และเขาก็ยืนยันว่าการคุมทีมชาติอังกฤษ จะเป็นงานสุดท้ายในชีวิตของเขา ซึ่งหากไปถึงจุดพีคด้วยการเข้ารอบชิงชนะเลิศได้จริง มันก็คงเป็นการง่ายที่เราจะได้เห็นบ่อน้ำตาของ คาเปลโล่ แตกออกมา โดยเฉพาะหากเป็นการเจอกับชาติของเขาเองอย่าง อิตาลี

“นี่เป็นความฝันของผมเลยที่จะได้คุมทีมเจอกับพวกเขา ผมเป็นชาวอิตาเลียนอยู่แล้วโดยสายเลือด แต่ผมจะสวมเสื้ออังกฤษ ตอนนี้ผมชอบสไตล์ของนักเตะอังกฤษ ความกล้าหาญของพวกเขา ความแข็งแกร่ง และการเคารพคนอื่น ผมไม่ชอบคนที่ไม่เคารพต่อแฟนบอล ด้วยเหตุผลเหล่านี้มันจึงเป็นความฝันของผมที่จะได้มาทำงานที่นี่ แต่ผมก็รู้จักฟุตบอลอิตาลี และชาวอิตาลี ดีมากเช่นกัน”

ในขณะเดียวกัน “ดอน ปิแอร์เปาโล โซรานโซ่” นักบวชของครอบครัวคาเปลโล่ ที่อยู่ในปิเอริส ก็บอกว่า “ผมเคยสวดภาวนาให้กับ เอ็นโซ แบร์ซอต โค้ชอิตาลี ในตอนที่พวกเขาได้แชมป์ฟุตบอลโลก 1982 ตอนนี้ผมอาจจะสวดให้กับแชมป์โลกสมัยที่ 2 ซึ่งมันก็คงเป็นเรื่องที่ดีมาก ผมจะเชียร์อังกฤษ ถ้าอิตาลี ตกรอบ”

แต่ตัวของ คาเปลโล่ ไม่ได้คิดจะพึ่งนักบวชและการสวดภาวนาอย่างเดียว

“การสวดภาวนาไม่ได้ช่วยให้เราชนะ” เขายืนยัน “มันจะช่วยให้เรารู้สึกสงบ พระเจ้ามีเรื่องอื่นๆที่ต้องทรงใส่พระทัยมากกว่าฟุตบอล ผมจะไม่ภาวนาให้ รูนี่ย์​ฟิตสมบูรณ์ สิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้ได้แชมป์บอลโลกก็คือการสร้างกลุ่มนักเตะที่เหนียวแน่นที่รู้จักให้เกียรติและเคารพผู้อื่น เราต้องมีทีมสปิริต และเราก็ต้องการโชคหนุนด้วย”

โชค นั้นเคยช่วยอังกฤษ มาแล้วในปี 1966 ซึ่ง คาเปลโล่ เชื่อในเรื่องนั้นเพราะเขาเห็นกับตาในขณะที่อายุ 20 ปี และเพิ่งเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพได้ไม่กี่ปี

“ผมจำได้อย่างชัดเจนมาก ประตูที่ 2 ของเจฟฟ์ เฮิร์สท์ เป็นประตูที่ 3 ของอังกฤษ​มันไม่ได้ข้ามเส้นไป อังกฤษ ชนะในวันนี้เพราะมีโชคช่วย และมันก็เป็นเรื่องที่ดี มันก็ออกจะน่าเหลือเชื่ออยู่ที่อังกฤษ ไม่เคยได้แชมป์โลกอีกเลยนับตั้งแต่นั้น เมื่อคิดถึงนักเตะเก่งๆมากมายที่พวกเขามีอยู่”

เขายอมรับว่าอังกฤษ ดูจะมี “แววดี” ทีเดียวสำหรับฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้

แต่จะจริง-เท็จอย่างไรนั้น เราคงต้องติดตามดูกันต่อไป

                                       

 
วิเคราะห์ วิจารณ์
5 อันดับข่าวล่าสุด
สื่อกระทืบซ้ำแฉรูนี่ย์ขอแอร์โฮสเตสขึ้นเตียง
9 กันยายน 2553
หงส์ซึม "เคาท์" พักยาวแต่ได้ "เอ็นโก" บู๊ลูกโลก
9 กันยายน 2553
อินเตอร์แอ่นอกรับ "กาก้า" ข้ามฟากน่าสน
9 กันยายน 2553
เปเรซชุบมือเปิบยุรูนี่ย์หนีฉาวเล่นคู่โรนัลโด้ปีหน้า...
9 กันยายน 2553
"เตเบซ"ทำช็อก แย้มพร้อมอำลาทีมชาติ
9 กันยายน 2553
More >>
Columnist
10 อันดับทีมที่มียอดขายเสื้อสูงที่สุดในซีซันที่แล้ว
  ในปัจจุบัน การจะวัดว่าสโมสรไหนได้รับความนิยมสูงสุด อาจเป็นเรื่องยากที่จะตัดสิน เพราะแต่ละทีมย่อมมีฐานแฟนบอลของตัวเองที่เหนียวแน่นอยู่แล้ว อ...อ่านต่อ
More >>

Home Football Live Score M Service วิเคราะห์ วิจารณ์ Columnist Feature!! World Sport SI Angle Clip VDO